ทัวร์ตุรกี

ทัวร์ตุรกี TURKEY CHEAPER 8 วัน 5 คืน (GF)

ราคาเริ่มต้น 27,900 ฿ ดาวน์โหลด PDF จองทัวร์

รหัส: TUR-GF-282 Tag:
สายการบิน: สายการบิน GULF AIR

ทัวร์ตุรกี
นำท่านเดินทางสู่ เมืองบูร์ซ่าร์ (Bursa) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง) เป็นเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศตุรกี ห่างจากชายฝั่งทะเลมาร์มะราไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ 21 กม. เป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ เจริญรุ่งเรืองมากในสมัยจักรวรรดิโรมันและจักรวรรดิไบแซนไทน์ เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิออตโตมันระหว่างปี ค.ศ. 1326 ถึง 1365

วันที่เดินทาง

1-8 มี.ค. 62, 22-29 มี.ค. 62, 15-22 มี.ค. 62, 5-12 เม.ย. 62

ทัวร์ตุรกี
วันที่ 1
กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – บาห์เรน – อิสตันบูล (ตุรกี) (-/-/-)

08.00น. คณะพร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ ชั้น 4 เคาน์เตอร์เช็คอิน Row U ประตู 7 สายการบิน Gulf Air โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ คอยให้การต้อนรับ อำนวยความสะดวกตลอดขั้นตอนการเช็คอิน และ หัวหน้าทัวร์ให้คำแนะนำเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง
11.00น. ออกเดินทางสู่ ท่าอากาศยานนานาชาติ ประเทศบาห์เรน โดยสายการบิน Gulf Air เที่ยวบินที่ GF 153 ** มีบริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน ใช้เวลาบินโดยประมาณ 7 ชั่วโมง **
14.40น. เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติ ประเทศบาห์เรน (เพื่อแวะเปลี่ยนเครื่อง)
21.35น. ออกเดินทางสู่ ท่าอากาศยานนานาชาติ อตาเติร์ก เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี โดยสายการบิน Gulf Air เที่ยวบินที่ GF 045 ** มีบริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน ใช้เวลาบินประมาณ 4.30 ชั่วโมง **

วันที่ 2
อิสตันบูล(ตุรกี) – บูร์ซ่าร์ – สุเหร่าสีเขียว – ตลาดผ้าไหม – เมืองคูซาดาซี (B/L/D)

01.55น. เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติ อตาเติร์ก เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี (ตามเวลาท้องถิ่นช้ากว่าเมืองไทยประมาณ 4 ชั่วโมง) หลังผ่านขั้นตอนการตรวจหนังสือเดินทาง และตรวจรับสัมภาระเรียบร้อยแล้ว
05.00น. นำคณะพบกับไกด์ท้องถิ่นและขึ้นรถบัสปรับอากาศ เพื่อเดินทางต่อสู่เมืองบูร์ซ่าร์
นำท่านเดินทางสู่ เมืองบูร์ซ่าร์ (Bursa) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง) เป็นเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศตุรกี ห่างจากชายฝั่งทะเลมาร์มะราไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ 21 กม. เป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ เจริญรุ่งเรืองมากในสมัยจักรวรรดิโรมันและจักรวรรดิไบแซนไทน์ เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิออตโตมันระหว่างปี ค.ศ. 1326 ถึง 1365
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ภัตตาคาร
นำท่านชมความงามของ มัสยิดเก่าแก่ของเมืองบูร์ซ่า (Grand Mosque) หรือสุเหร่าสีเขียว ภายในจะพบกับผลงานอันละเอียดอ่อน และประณีตของงานกระเบื้องประดับที่มีสีสันลวดรายที่ละเอียด และซับซ้อนอย่างพิสดาร ทั้งลายรูปวงกลม รูปดาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม และรูปเรขาคณิต ให้ท่านได้ชมความสวยงามของตัวเมืองที่ในอดีตกษัตริย์ที่เคยปกครองอาณาจักรออตโตมาน ได้ใช้เมืองนี้เป็นที่ฝังศพ และนอกจากนั้นยังถูกตกแต่งให้เป็นสวนที่สวยงามร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ที่เขียวชอุ่มเป็นจำนวนมาก จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีสีเขียว Green Bursa สุสานสีเขียว Green Tomb สุเหร่าสีเขียว หรือ Yesil Mosque สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ที่มีความสวยงามอีกแห่งหนึ่งของเมืองเบอร์ซา ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1491 – 1421 โดยสถาปนิก ชื่อ Haci Ivaz Pasa โดยใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเบอร์ซา อาคารสุเหร่ามีความโดดเด่นด้วยการใช้กระเบื้องหินอ่อนสีฟ้าเขียวในการตกแต่ง ผนังและเพดานด้านในก็ถูกตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสคสีฟ้าเขียวเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ภายในสุเหร่าแห่งนี้ยังมีที่บรรจุศพของสุลต่านเมห์เมดที่ 1 และครอบครัว สถานที่แห่งนี้จึงถือได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าของประเทศตุรกี
นำท่านเดินทางสู่ ตลาดผ้าไหมเมืองบูร์ซาร์ (Bursa Silk Market) ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศตุรกี ซึ่งอยู่ไม่จากทะเลมาร์มามากนัก โดยตลาดแห่งนี้ค้าขายผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมเป็นหลัก โดยเฉพาะผ้าคลุมศีรษะลวดลายพื้นเมืองจะขายดีเป็นพิเศษ อันเนื่องมาจากตุรกีเป็นประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากอีกหนึ่งประเทศ ซึ่งนอกจากผ้าคลุมแล้วก็ยังมีเสื้อผ้าหลากหลายแบบ และด้วยสีสันของผ้าไหมที่สดใสนี่เองที่ทำให้ตลาดแห่งนี้กลายเป็นตลาดที่สวยงามที่สุด จนครั้งหนึ่งสมเด็จพระนางเจ้า ควีนอลิซาเบท แห่งอังกฤษเคยมาเยือนด้วย
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านเดินทางสู่ เมืองคูซาดาซี (Kusadasi) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชม.) เมืองท่าเลียบชายฝั่งทะเลของประเทศตุรกี ซึ่งทำให้ในอดีต เมืองนี้เป็นเหมือนท่าเรือขนส่งสินค้า เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องการผลิตเครื่องหนังคุณภาพสูงส่งออกไปทั่วโลก
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก
พักที่ MARINA HOTEL & SUITE , KUSADASI โรงแรมระดับ 4 ดาว หรือเทียบเท่า

วันที่ 3
เมืองโบราณเอฟฟิซุส – ร้านเครื่องหนัง – เมืองปามุคคาเล่ – ปราสาทปุยฝ้าย – เมือง
โบราณเฮียราโพลิส (B/L/D)

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเดินทางสู่ เมืองโบราณเอฟฟิซุส (Ephesus) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที) เมืองโบราณที่มีการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดีเมืองหนึ่ง เคยเป็นที่อยู่ของชาวโยนก (Lonia) จากกรีกซึ่งอพยพเข้ามาปักหลักสร้างเมืองซึ่งรุ่งเรืองขึ้นในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์กาล ต่อมาถูกรุกรานเข้ายึดครองโดยพวกเปอร์เซียและกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช ภายหลังเมื่อโรมันเข้าครอบครองก็ได้สถาปนาเอฟฟิซุสขึ้นเป็นเมืองหลวงต่างจังหวัดของโรมัน นำท่านเดินบนถนนหินอ่อนผ่านใจกลางเมืองเก่าที่สองข้างทางเต็มไปด้วยซากสิ่งก่อสร้างเมื่อสมัย 2,000 ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงละครกลางแจ้งที่สามารถจุผู้ชมได้กว่า 30,000 คน ซึ่งยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบันนี้ นำท่านชม ห้องอาบน้ำแบบโรมันโบราณ (Roman Bath) ที่ยังคงเหลือร่องรอยของห้องอบไอน้ำ ให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ หอสมุดเซลซุส (Library of Celsus) มีความสวยงามเป็นเลิศและมีขนาดใหญ่มาก สร้างโดยติเบริอุส จูลิอุส อาควิลา อุทิศให้กับบิดา ชื่อ ติเบริอุส จูลิอุส เซลซุส ในปี 657-660 และได้ฝังโลงศพของบิดาที่ทำจากหินเอาไว้ใต้หอสมุดแห่งนี้
นำท่านเดินทางสู่ โรงงานผลิตเครื่องหนัง (Leather Factory) ซึ่งประเทศตุรกีเป็นประเทศที่มีฐานการผลิตเครื่องหนังคุณภาพสูงที่สุดอันดับต้นๆของโลก ทั้งยังผลิตเสื้อหนังให้กับแบรนด์ดังในอิตาลี เช่น Versace , Prada , Michael Kors อีกด้วย อิสระให้ท่านเลือกชมผลิตภัณฑ์จากเครื่องหนัง และ สินค้าพื้นเมืองตามอัธยาศัย
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านเดินทางสู่ เมืองปามุคคาเล่ (Pamukkale) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง) เมืองที่มีน้ำพุเกลือแร่ร้อนไหลทะลุขึ้นมาจากใต้ดินผ่านซากปรักหักพังของเมืองเก่าแก่สมัยกรีกก่อนที่ไหลลงสู่หน้าผา จนเกิดผลึขึ้นกึ่งสถาปัตยกรรม
นำท่านเดินทางสู่ ปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castel) ผลจากการไหลของน้ำพุเกลือแร่ร้อนนี้ได้ก่อให้เกิดทัศนียภาพของน้ำตกสีขาวเป็นชั้นๆหลายชั้นและผลจากการแข็งตัวของแคลเซียมทำให้เกิดเป็นแก่งหินสีขาวราวหิมะขวางทางน้ำเป็นทางยาว ซึ่งมีความงดงามมาก บริเวณเดียวกันจะเป็น เมืองโบราณเฮียราโพลิส (Hierapolis) เป็นเมืองโรมันโบราณที่สร้างล้อมรอบบริเวณที่เป็นน้ำพุเกลือแร่ร้อน ซึ่งเชื่อกันว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรค เมื่อเวลาผ่านไปภัยธรรมชาติได้ทำให้เมืองนี้เกิดการพังทลายลง เหลือเพียงซากปรักหักพังกระจายอยู่ทั่วไป บางส่วนยังพอมองออกว่าเดิมเคยเป็นอะไร เช่น โรงละคร แอมฟิเธียร์เตอร์ขนาดใหญ่ วิหารอพอลโล สุสานโรมันโบราณ เป็นต้น
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก
พักที่ NINOVA THERMAL HOTEL , PAMUKKALE โรงแรมระดับ 4 ดาว หรือเทียบเท่า

วันที่ 4
คอนย่า – พิพิธภัณฑ์เมฟลาน่า – เมืองคัปปาโดเกีย – ระบำหน้าท้อง (B/L/D)

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเดินทางสู่ เมืองคอนย่า (Konya) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเซลจุก ระยะทาง 400 กิโลเมตร ระหว่างทางแวะชม ที่พักของกองคาราวานในสมัยโบราณ (Caravansarai) เป็นสถานที่พักแรมของกองคาราวานตามเส้นทางสายไหมและชาวเติร์กสมัยออตโตมัน
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าชม พิพิธภัณฑ์เมฟลาน่า (Mevlana Museum) เดิมเป็นสถานที่นักบวชในศาสนาอิสลามทำสมาธิ โดยการเดินหมุนเป็นวงกลมขณะฟังเสียงขลุ่ย ส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์เป็นสุสานของเมฟลาน่า เจลาลุคดิน รูมี่ อาจารย์ทางปรัชญาประจำราชสำนักแห่งสุลต่านอาเลดิน เคย์โคบาท ภายนอกเป็นหอทรงกระบอกปลายแหลมสีเขียวสดใส ภายในประดับฝาผนังแบบมุสลิม และยังเป็นสุสานสำหรับผู้ติดตาม สานุศิษย์ บิดา นำท่านเดินทางสู่ เมืองคัปปาโดเกีย (Cappadocia) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง) เป็นบริเวณที่อยู่ระหว่าง ทะเลดำ กับ ภูเขาเทารุส มีความสำคัญมาแต่โบราณกาล เพราะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม เส้นทางค้าขายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ที่ทอดยาวจากตุรกีไปจนถึงประเทศจีน เป็นพื้นที่พิเศษ ที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อประมาณ 3 ล้านปีมาแล้ว ทำให้ลาวาที่พ่นออกมา และเถ้าถ่านจำนวนมหาศาล กระจายไปทั่วบริเวณทับถมเป็นแผ่นดินชั้นใหม่ขึ้นมาจากนั้นกระแสน้ำ ลม ฝน แดด และหิมะ ได้ร่วมด้วยช่วยกัน กัดเซาะกร่อนกินแผ่นดินภูเขาไฟไปเรื่อยๆ นับแสนนับล้านปี จนเกิดเป็นภูมิประเทศประหลาดแปลกตาน่าพิศวง ที่เต็มไปด้วยหินรูปแท่งกรวย (คว่ำ) ปล่อง กระโจม โดม และอีกสารพัดรูปทรง ดูประหนึ่งดินแดนในเทพนิยาย จนชนพื้นเมืองเรียกขานกันว่า “ปล่องไฟนางฟ้า” (Fairy Chimney) โดยชื่อ คัปปาโดเกีย (Cappadocia) เป็นชื่อเก่าแก่ภาษาฮิตไตต์ (ชนเผ่ารุ่นแรกๆ ที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้) แปลว่า “ดินแดนม้าพันธุ์ดี” และในปัจจุบันนี้ก็ยังเลี้ยงม้ากันอยู่บริเวณนี้ อีกทั้ง ยังมีเมืองใต้ดินที่ซ่อนอยู่ใต้เมืองคัปปาโดเกีย ถือเป็นเมืองใต้ดินโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะที่เมืองใต้ดินแห่งนี้ขุดลึกลงไปถึง 10 ชั้น ประมาณ 90 เมตร และภายในเมืองใต้ดินยังแบ่งซอยเป็นห้องย่อย เฉพาะที่เมืองคัปปาโดเกียมีเมืองใต้ดินมากถึง 15 แห่งและถ้ารวมทั้งเมืองอื่นๆ ด้วยก็เกือบๆ 200 แห่งเลยทีเดียว และยังมีการขุดเชื่อมกันระหว่างแต่ละเมืองอีกด้วย ซึ่งภายในเมืองใต้ดินมีครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องอาหาร ห้องประชุม คอกสัตว์ โบสถ์ บ่อน้ำ บางห้องเป็นห้องโถงกว้างว่ากันว่าสามารถจุคนได้มากกว่า 30,000 คน เลยทีเดียว ด้วยความอัศจรรย์ใต้พิภพแห่งนี้ ทางองค์กรยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเมืองใต้ดินแห่งเมืองคัปปาโดเจีย เป็นสถานที่มรดกโลกอีกด้วย และบุตรของเมฟลาน่าด้วย
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร พิเศษ พร้อม ชมการแสดงโชว์ระบำหน้าท้อง (Belly Dance) ซึ่งเป็นการเต้นรำที่เก่าแก่อย่างหนึ่ง เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 6,000 ปี ในดินแดนแถบอียิปต์และเมดิเตอร์เรเนียน นักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า ชนเผ่ายิปซีเร่ร่อนคือคนกลุ่มสำคัญที่ได้อนุรักษ์ระบำหน้าท้องให้มีมาจนถึงปัจจุบัน และการเดินทางของชาวยิปซีทำให้ระบำหน้าท้องแพร่หลาย มีการพัฒนาจนกลายเป็นศิลปะที่โดดเด่น สวยงาม จนกลายมาเป็นระบำหน้าท้องตุรกีในปัจจุบัน
พักที่ STONTE CONCEPT HOTEL , CAPPADOCIA โรงแรมถ้ำจำลอง หรือเทียบเท่า

วันที่ 5
นครใต้ดิน – พิพิทธภัณฑ์เกอราม่า – หุบเขาอุซิซาร์ – โรงงานพรม / เซรามิค /
เครื่องประดับ – เมืองอังการ่า (B/L/D)

** แนะนำโปรแกรมเสริมพิเศษ ไม่รวมอยู่ในราคาทัวร์ **
** สำหรับท่านใดที่สนใจขึ้นบอลลูนชมความสวยงามของเมืองคัปปาโดเกีย โปรแกรมจะต้องออกจากโรงแรม ประมาณ 05.00 น. โดยมีรถท้องถิ่นมารับไปขึ้นบอลลูน เพื่อชมความสวยงามของเมืองคัปปาโดเกียในอีกมุมหนึ่งที่หาชมได้ยาก ใช้เวลาอยู่บนบอลลูนประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการขึ้นบอลลูนอยู่ที่ท่านละ ประมาณ 250 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ (USD.) ขึ้นอยู่กับฤดูกาล โปรดทราบ ประกันอุบัติเหตุที่รวมอยู่ในโปรแกรมทัวร์ ไม่ครอบคลุมการขึ้นบอลลูน และ เครื่องร่อนทุกประเภท ดังนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่าน **

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเดินทางสู่ นครใต้ดิน (Underground City) เป็นสถานที่ที่ผู้นับถือศาสนาคริสต์ใช้หลบภัยชาวโรมัน ที่ต้องการทำลายร้างพวกนับถือศาสนาคริสต์ เป็นเมืองใต้ดินที่มีขนาดใหญ่ มีถึง 10 ชั้น แต่ละชั้นมีความกว้างและสูงขนาดเท่าเรายืนได้ ทำเป็นห้องๆ มีทั้งห้องครัว ห้องหมักไวน์ มีโบสถ์ ห้องโถงสำหรับใช้ประชุม มีบ่อน้ำ และระบบระบายอากาศที่ดี แต่อากาศค่อนข้างบางเบาเพราะอยู่ลึกและทางเดินบางช่วงอาจค่อนข้างแคบจนเดินสวนกันไม่ได้
นำท่านเดินทางสู่ เมืองเกอราเม่ (Goreme) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในบริเวณคัปปาโดเกีย ในตอนกลางของอานาโตเลียในประเทศตุรกี เกอเรเมตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของผู้คนมาตั้งแต่สมัยโรมัน และเป็นที่ที่ชาวคริสเตียนยุคแรกใช้ในการเป็นที่ หลบหนีภัยจากการไล่ทำร้ายและสังหารก่อนที่คริสต์ศาสนาจะเป็นศาสนาที่ได้รับการประกาศว่าเป็นศาสนาของจักรวรรดิ ที่จะเห็นได้จากคริสต์ศาสนสถานจำนวนมากมายที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านการทอพรม และ การผลิตเครื่องเซรามิคล้ำค่าแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก
นำท่านเดินทางสู่ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เกอราเม่ (Open Air Museum of Goreme) ซึ่งองค์กรยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งนี้ ให้เป็นมรดกโลก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์ในช่วง ค.ศ. 9 ซึ่งเป็นความคิดของชาวคริสต์ที่ต้องการเผยแพร่ศาสนาโดยการขุดถ้ำเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างโบสถ์ และยังเป็นการป้องกันการรุกรานของชนเผ่าลัทธิอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับศาสนาคริสต์
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านเดินทางสู่ หุบเขาอุซิซาร์ (Uchisar Valley) หุบเขาคล้ายจอมปลวกขนาดใหญ่ ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งหุบเขาดังกล่าวมีรูพรุน มีรอยเจาะ รอยขุด อันเกิดจากฝีมือมนุษย์ไปเกือบทั่วทั้งภูเขา เพื่อเอาไว้เป็นที่อาศัย และถ้ามองดีๆจะรู้ว่าอุซิซาร์ คือ บริเวณที่สูงที่สุดของบริเวณโดยรอบ ดังนั้นในอดีตอุซิซาร์ ก็มีไว้ทำหน้าที่เป็นป้อมปราการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเอาไว้สอดส่องข้าศึกยามมีภัยอีกด้วย
นำท่านเดินทางสู่ โรงงานทอพรม (Carpet Factory) , โรงงานเซรามิค (Ceramic Factory) และ โรงงานเครื่องประดับ (Jewelly Factory) เพื่อให้ท่านได้ชมการสาธิตกรรมวิธีการผลิตสินค้าพื้นเมืองที่มีคุณภาพและชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก อิสระให้ท่านได้เลือกซื้อสินค้าได้ตามอัธยาศัย
นำท่านเดินทางสู่ เมืองอังการ่า (Ankara) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง) เมืองหลวงของประเทศตุรกี หรือที่มีชื่อตามประวัติศาสตร์ว่า Angora เป็นเมืองหลวงของตุรกีในปัจจุบัน และเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 รองจากเมืองอิสตันบูล เมืองอังการาตั้งอยู่ในเขต Central Anatolia ใจกลางประเทศตุรกีบนที่ราบสูงอนาโตเลีย โดยอยู่ห่างจากเมืองอิสตันบูลทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 450 กิโลเมตร เมืองอังการาเป็นที่ตั้งของรัฐบาลกลาง ส่วนราชการต่างๆ และสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก
พักที่ ROYAL HOTEL , ANKARA โรงแรมระดับ 4 ดาว หรือเทียบเท่า

วันที่ 6
อิสตันบูล – พระราชวังโดลมาบาห์เช – ล่องเรือช่องแคบบอสฟอรัส (B/L/D)

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเดินทางสู่ เมืองอิสตันบูล (Istanbul) เป็นเมืองที่มีความสำคัญที่สุดของประเทศตุรกี มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายศตวรรษตั้งแต่ก่อนคริสตกาล มีทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งทำให้อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญเพียงเมืองเดียวในโลก ที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป คือ ทวีปยุโรป (ฝั่ง Thrace ของบอสฟอรัส) และทวีปเอเชีย (ฝั่งอนาโตเลีย) สถาปัตยกรรมอันงดงามผสมผสานทั้ง 2 ทวีป ทำให้เมืองอิสตันบูลมีความเอกลักษณ์เฉพาะที่พิเศษ
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าชม พระราชวังโดลมาบาห์เช (Dolmabahce Palace) สร้างโดยสุลต่านอับดุล เมซิด (Abdul Mecit) ในปี 2399 ใช้เวลาสร้างถึง 30 ปี สร้างด้วยหินอ่อน ศิลปะแบบตะวันออกผสมผสานกับตะวันตก ตัวอาคารยาวถึง 600 เมตร ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลมาร์มาราในช่องแคบบอสฟอรัสบนฝั่งทวีปยุโรปจุดเด่นของพระราชวังแห่งนี้คือ มีการประดับตกแต่งด้วยความประณีตวิจิตรตระการตา มีทั้งเฟอร์นิเจอร์ พรม โคมไฟ เครื่องแก้วเจียระไน และรูปเขียน รูปถ่ายต่างๆ และที่มีชื่อเสียงมาก ได้แก่ โคมไฟแชนเดอเลียร์ ของขวัญจากประเทศอังกฤษที่สั่งทำจากแก้วคริสตัลขนาดใหญ่ที่สุดในโลกหนักถึง 5,000 กิโลกรัม ประดับดวงไฟ มากมายถึง 750 ดวง พรมทอมือผืนเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เสาหินอ่อนบันไดทางขึ้นห้องโถงตรงราวทำด้วยไม้วอลนัต ลูกกรงราวบันไดทำด้วยแก้วคริสตัล พรมชั้นเลิศราคาแพงที่สุดในโลก ทอโดย Cinar ในประเทศตุรกี เครื่องแก้วเจียระไนจากโบฮีเมียที่ดีที่สุดของประเทศสาธารณรัฐเช็ก หินอ่อนจากอียิปต์มาทำห้องอาบน้ำ (ซาวน่า) ในรูปแบบที่เรียกว่า เตอร์กิชบาธ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่ประดับประดาอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ คือเฟอร์นิเจอร์ที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมในโลก ที่น่าสังเกตคือมีนาฬิกาวางประดับไว้มากมาย ทุกเรือนจะชี้บอกเวลา 09:06 น. อันเป็นเวลาที่ประธานาธิบดีมุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2484 และมีรูปภาพเหมือนของสุลต่านหลายพระองค์ที่น่าสนใจคือ รูปสุลต่านอับดุล อาซิส ผู้มีรูปร่างใหญ่มาก สูง 195 เซนติเมตร มีน้ำหนัก 200 กิโลกรัม โปรดกีฬามวยปล้ำ ขี่ม้า ยิ่งธนู เป็นสุลต่านองค์แรกที่เสด็จเยือนต่างประเทศ เช่น อียิปต์ ฝรั่งเศส อังกฤษ เบลเยี่ยม เยอรมนี ออสเตรีย และฮังการี ที่น่าทึ่งและประหลาดใจก็คือ ทุกๆ อย่างในพระราชวังเป็นของดั้งเดิม มิได้ถูกขโมยหรือทำลายเสียหาย การเข้าชมภายในพระราชวังก็ต้องเข้าชมเป็นคณะ เป็นรอบๆ มีเวลา มีมัคคุเทศก์ของวังนำชมทีละห้องทีละอาคาร มีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมอยู่ท้ายคณะ คอยดูแลไม่ให้แตกแถวไม่ให้อยู่ห้องใดห้องหนึ่งนานเกินไป ไม่ให้จับต้องสิ่งของต่างๆ และต้องสวมถุงพลาสติกคลุมรองเท้าทุกคน เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นปาร์เกต์อันสวยงามต้องสึกหรอ รวมทั้งพื้นพรมอันล้ำค่าเสียหาย บริเวณรอบนอกยังมีประตูทางเข้า หอนาฬิกา สวนริมทะเล อุทยานดอกไม้ น้ำพุ สระน้ำ รูปปั้น รูปสลักต่างๆ วางประดับไว้อย่างลงตัว น่าชื่นชมในรสนิยมของสุลต่านแห่งออตโตมันเป็นอย่างยิ่ง ** เวลาเปิด-ปิด 09.00-16.00 น. (ปิดทุกวันพฤหัสบดี) **
นำท่าน ล่องเรือชมช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus Cruise) ซึ่งเป็นช่องแคบที่เชื่อมทะเลดำ (The Black Sea) กับทะเลมาร์มาร่า (Sea of Marmara) โดยมีความยาวประมาณ 32 กิโลเมตรความกว้างเริ่มตั้งแต่ 500 เมตร จนถึง 3 กิโลเมตร ช่องแคบนี้ ถือว่าเป็นจุดบรรจบกันของสุดขอบทวีปยุโรปและสุดขอบทวีปเอเซีย ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้ว ช่องแคบบอสฟอรัสยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในการป้องกันประเทศตุรกีอีกด้วย ขณะล่องเรือท่านจะได้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันสวยงามของริมฝั่งช่องแคบแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังโดลมาบาห์เชหรือบ้านเรือนสไตล์ยุโรปของบรรดาเศรษฐีทั้งหลาย
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
พักที่ GOLDEN WAY HOTEL , ISTANBUL โรงแรมระดับ 4 ดาว หรือเทียบเท่า

วันที่ 7
Blue Mosque – วิหารฮาเจีย โซเฟีย – อุโมงค์เก็บน้ำเยเรบาทัน – สไปซ์ มาเก็ต –
ทักซิม สแควร์ – สนามบินอิสตัลบูล (B/L/-)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
** คำแนะนำ โปรดแต่งกายด้วยชุดสุภาพ สำหรับการเข้าชมสุเหร่า **
การเข้าชมสุเหร่า จำเป็นต้องแต่งกายด้วยชุดสุภาพ และ ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าชม
สุภาพสตรี : ควรสวมกางเกงขายาว เสื้อแขนยาวคลุมข้อมือ มิดชิดไม่รัดรูป และเตรียมผ้าสำหรับคลุมศีรษะ
สุภาพบุรุษ : ควรสวมกางเกงขายาว และ เสื้อแขนยาว ไม่รัดรูป
นำท่าน เข้าชม สุเหร่าสีน้ำเงิน (Blue Mosque) หรือชื่อเดิมคือ สุเหร่าสุลต่านห์อาร์เหม็ดที่ 1 (Sultan Ahmed Mosque) การเข้าชมสุเหร่าทุกแห่งจะต้องถอดรองเท้า ถอดหมวก ถอดแว่นตาดำ เป็นการเคารพสถานที่ ถ่ายรูปได้ ห้ามส่งเสียงดัง และกรุณาทำกิริยาให้สำรวม สุเหร่านี้สร้างในปี 2152 เสร็จปี 2159 (1 ปีก่อนสุลต่านอาห์เหม็ดสิ้นพระชนม์ด้วยอายุเพียง 27 พรรษา) มีหอเรียกสวด อยู่ 6 หอ เป็นหอคอยสูงให้ผุ้นำศาสนาขึ้นไปตะโกนร้องเรียกจากยอด เพื่อให้ผู้คนเข้ามสวดมนต์ตามเวลาในสุเหร่า ชื่อสุเหร่าสีน้ำเงินภายในประดับด้วยกระเบื้องสีฟ้าจากอิซนิค ลวดลายเป็นดอกไม้ต่างๆ เช่น กุหลาบ ทิวลิป คาร์เนชั่น เป็นต้น ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา ภายในมีที่ให้สุลต่านและนางในฮาเร็มทำละหมาดและสวดมนต์โดยเฉพาะ มีหน้าต่าง 260 บาน สนามด้านหน้าและด้านนอกจะเป็นที่ฝังศพของกษัตริย์และพระราชวงศ์และจะมีสิ่งก่อสร้างที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทั่วไป เช่น ห้องสมุด โรงพยาบาล โรงอาบน้ำ ที่พักกองคาราวาน โรงครัวสาธารณะคุลีเรีย (Kulliye)
นำท่านเดินทางสู่ ฮิปโปโดรม (Hippodrome) คือสิ่งก่อสร้างจากสมัยกรีกซึ่งใช้เป็นสนามแข่งม้า และการแข่งขันขับรถศึก (Chariot Racing) โดยคำว่า ฮิปโปส และ โดรโมส ปัจจุบันถูกนำไปใช้ในภาษาฝรั่งเศสด้วย หมายถึง การแข่งขันม้าใจกลางเมืองมอสโคว์ (Central Moscow Hippodrome) น่าเสียดายที่เหลือแต่ซากปรักหักพังของ ฮิปโปโดรมของกรุงคอนสแตนติโนเปิลในอดีต หรือ อิสตันบลูในปัจจุบัน แม้จะยิ่งใหญ่และเก่าแก่ในสมัยโบราณสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 203-330 แต่ปัจจุบันเหลือเพียง เสา 3 ต้น คือ เสาคอนสแตนตินที่ 7 (Column of Constantine VII) สร้างเมื่อไหร่ไม่มีใครทราบ แต่บูรณะเมื่อศตวรรษที่ 10 เสาต้นที่ 2 คือ เสางู ที่เชื่อว่าสร้างก่อนคริสกาลมา 479 ปี เป็นรูปสลักงู 3 ตัวพันกัน จากเมือง เดลฟี (Delphi) แล้วถูกขนย้ายมาตั้งที่นี่เมื่อ ศตวรรษที่ 4 ปัจจุบันเหลือเพียงครึ่งต้น และเสาต้นสุดท้ายคือ เสา อิยิปต์ หรือเสาโอเบลิส (Obelisk of Thutmose) สร้างในช่วงก่อนคริสตกาลประมาณ 390 ปี มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคือ Obeliskos หมายถึง เหล็กแหลม เข็ม หรือ เสาปลายแหลม ลักษณะของเสาโอเบลิสก์จะเป็นเสาสูง สร้างจากหินแกรนิตขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว ฐานของเสาจะกว้างและค่อยๆ เรียวแหลมขึ้นสู่ยอดด้านบนเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสี่ด้าน ยอดบนสุดจะเป็นลักษณะเหมือนปิรามิด และมักนิยมหุ้มหรือเคลือบด้วยโลหะ เช่น ทองคำ เหล็ก หรือ ทองแดง เป็นต้น เสาโอเบลิสก์เป็นเอกลักษณ์ทางศิลปะที่มีต้นกำเนิดจากอียิปต์โบราณ เป็นสัญลักษณ์แห่งเส้นทางสู่วิหารเทพเจ้า ปกติจะนิยมสร้างขึ้นเป็นคู่ ตั้งอยู่ ณ บริเวณทางเข้าวิหาร ตัวอย่างเช่นที่ วิหารลักซอร์ หรือ วิหารคาร์นัค เป็นต้น บริเวณรอบๆเสาโอเบลิสก์จะแกะสลักเป็นร่องลึกด้วยอักษรเฮียโรกลิฟฟิค บอกเล่าถึงฟาโรห์ผู้สร้าง และเรื่องราวของการสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้า ดังนั้น เสาโอเบลิสก์จึงเป็นเสมือนหนึ่งเสาอนุสรณ์ บ่งบอกถึงนัยยะแห่งที่ตั้งของสถานที่สำคัญ หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอียิปต์นำท่านเข้าชม วิหารฮาเจีย โซเฟีย (Mosque of Hagia Sophia) 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง เป็นโบสถ์คาทอลิก สร้างในสมัยพระเจ้าจัสติเนียน มีหลังคาเป็นยอดกลมแบบโม เสาในโบสถ์เป็นหินอ่อน ภายในติดกระจกสี เมื่อเติร์กเข้าครองเมือง ได้เปลี่ยนโบสถ์นี่ให้เป็นสุเหร่าในปี ค.ศ. 1453 ฉาบปูนทับกำแพงที่ปูด้วยโมเสกเป็นรูปพระเยซูคริสต์และสาวก ภายหลังทางการได้ตกลงให้วิหารฮาเกีย โซเฟีย เป็นพิพิธภัณฑ์ที่วันนี้คงบรรยากาศของความเก่าขลังอยู่เต็มเปี่ยม โดยเฉพาะโดมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกซึ่งมีพื้นที่โล่งภายในใหญ่ที่สุดในโลก ก่อสร้างด้วยการใช้ผนังเป็นตัวรับน้ำหนักของอาคารลงสู่พื้นแทนการใช้เสาค้ำยันทั่วไป นับเป็นเทคนิคการก่อสร้าง ที่ถือว่าล้ำหน้ามากในยุคนั้น (ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้วิหารฮาเกีย โซเฟีย ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางโบราณ
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่าน เข้าชมอุโมงค์เก็บน้ำเยเรบาทัน (Basilica Cistern , Yerebatan Saraya) สร้างในปี 532 ประมาณ 1476 ปีมาแล้ว รัชสมัยจักรพรรดิจัสติเนียน สร้างขึ้นมาเพื่อทำการเก็บน้ำที่ไหลมาจากป่าเบลเกรด โดยมีท่อน้ำลำเลียงซึ่งเรียกว่า “Aqueduct” เพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในพระราชวัง อุโมงค์มีความจุน้ำได้มากถึง 80,000 ลูกบาศก์เมตร ขนาดของอุโมงค์ มีความยาว 141 เมตร กว้าง 73 เมตร มีเสาค้ำยัน 336 ต้น แต่ละต้นสูง 9 เมตร มีด้วยกัน 12 แถว (แถวละ 28 ต้น) ความห่างของแต่ละต้น คือ 4.9 เมตร จุดเด่นของอุโมงค์ดังกล่าวคือ เสาหยดน้ำตา (The Column of Tears) ซึ่งเป็นเสาที่มีลายแกะสลักเป็นรูปหยดน้ำตา และ เสาศีรษะเมดูซ่า (Medusa) ตามความเชื่อกรีกโบราณ เมดูซ่าเป็นนางปีศาจที่อาศัยอยู่ใต้ดิน เส้นผมของเมดูซ่าเป็น “งู” ตามตำนานหากใครมองเห็นใบหน้าเธอก็จะกลายเป็นหินในทันที แม้แต่ตัวเธอเอง หากมองเห็นตัวเองก็จะกลายร่างเป็นหินเช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการแก้เคล็ดจึงมักเห็นศีรษะของเมดูซ่า ตั้งกลับหัวหรือตะแคง ดังนั้นการตั้งรูปแกะสลักดังกล่าวเป็นการตั้งไว้เพื่อให้ เมดูซ่าปกป้องอุโมงค์เก็บน้ำดังกล่าวนั้นเอง แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาแวะชมจำนวนมาก โดยปลายเส้นทางเดินก็คือการไปดูหัวเมดูซ่า และภายในอุโมงค์มีการเลี้ยงปลาไว้มากมาย นักท่องเที่ยวหลายท่านก็นิยมโยนเหรียญบ้าง เป็นไปได้ว่าอยากให้กลับมาอีกครั้ง ตามความเชื่อการโยนเหรียญในอ่างน้ำพุในเมืองโรม ประเทศอิตาลี
นำท่านเดินทางสู่ สไปซ์บาซาร์ (Spice Bazaar) หรือตลาดเครื่องเทศตั้งอยู่ใกล้กับสะพานกาลาตา ที่นี่ถือเป็นตลาดในร่มและเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสองในเมืองอิสตันบูล สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1660 โดยเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การค้าเยนี คามี สินค้าที่จำหน่ายส่วนใหญ่คือเครื่องเทศเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีถั่วคุณภาพดีชนิดต่างๆ รังผึ้ง น้ำมันมะกอก ไปจนถึงเสื้อผ้าเครื่องประดับอีกด้วย
นำท่านสู่ จัตุรัสทักซิม (Taksim Square) ใจกลางจัตุรัสแห่งนี้มีอนุสาวรีย์แห่งการประกาศอิสรภาพและการรวมชาติของอตาเติร์ก ผลงานของศิลปินชาวอิตาเลียน ปิแอโตร คาโนนิคา บริเวณรอบจัตุรัสเป้นแหล่งช็อปปิ้งที่คึกคักเสมอ เป้นที่นิยมของคนพื้นเมืองและชาวต่างชาติมีรถรางแล่นเป็นแนวขนานกับรถตลอดสาย เมื่อเดินเข้าไปตามถนนต่างๆซึ่งเรียงรายด้วยร้านอาหารนานาประเภท ร้านขายของเก่า และสินค้าที่สันสมัยประปนและกลมกลืนและมีเสน่ห์ จะพบจัตุรัสทุแนล (Tunel) ซึ่งเป็นแหล่งขายของเด่า และรถไปใต้ดินสายแรกของยุโรป เป็นสายสั้น สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1871 ปัจจุบันใช้เป็นทางคมนาคมระหว่างทูแนลและคาราเคย (Karakoy) นอกจากนี้ยังมีศูนย์วัฒนธรรมจัดแสดงคอนเสิร์ตต่างๆโดยเฉพาะในหน้าร้อน
ค่ำ อิสระอาหารค่ำเพื่อความสะดวกในการช้อปปิ้ง
นำท่านเดินทางสู่ ท่าอากาศยานนานาชาติอตาเติร์ก เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี
วันที่ 8
อิสตันบูล (ตุรกี) – บาห์เรน – กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) (-/-/-)

02.10น. ออกเดินทางสู่ ท่าอากาศยานนานาชาติ ประเทศบาห์เรน โดยสายการบิน Gulf Air เที่ยวบินที่ GF 046 ** มีบริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน ใช้เวลาบินโดยประมาณ 4.30 ชั่วโมง **
05.55น. เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติ ประเทศบาห์เรน (เพื่อแวะเปลี่ยนเครื่อง)
09.05น. ออกเดินทางสู่ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ประเทศไทย โดยสายการบิน Gulf Air เที่ยวบินที่ GF 150 ** มีบริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน ใช้เวลาบินโดยประมาณ 7 ชั่วโมง **
19.35 น.เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ประเทศไทย โดยสวัสดิภาพและความประทับใจ
ทัวร์ตุรกี