อุดร

ฮอดละเด้อ… อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม 4วัน 2คืน BUS

ราคาเริ่มต้น 3,999 ฿ ดาวน์โหลด PDF จองทัวร์

รหัส: UDN-BUS-006 Tag:
สายการบิน: bus_PNG8635

ฮอดละเด้อ… อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม 4วัน 2คืน
ตำนานพลังแห่งศรัทธา คำชะโนด อุโบสถดอกบัวกลางน้ำ หนึ่งเดียวในไทย Unseen หินสามวาฬ บึงกาฬ หินยักษ์ทรงปลาวาฬ นครพนม เสน่ห์วันวาน เมืองแห่งความสุขริมโขง
พักบึงกาฬ 1 คืน นครพนม 1คืน
ราคาเริ่มต้น 3,999 บาท เดินทางช่วงวันหยุด กุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2564
เดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศ

วันที่เดินทาง

12-15 เม.ย. 64, 11-14 เม.ย. 64, 1-4 พ.ค. 64, 30 เม.ย.-03 พ.ค. 64

วันแรก พร้อมกันที่จุดนัดพบปั๊ม Shell แม็คโคร แจ้งวัฒนะ – เดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี
17.30 น. พร้อมกันที่จุดนัดหมาย ปั๊ม Shell แม็คโคร แจ้งวัฒนะ เจ้าหน้าที่บริษัทฯคอยให้การต้อนรับและอำนวยความให้ทุกท่าน มีการพ่นยาฆ่าเชื้อในรถ เช็คอุณหภูมิร่างกาย และมีบริการแจกหน้ากากอนามัยชนิดผ้าและเจลแอลกอฮอล์ นำท่านออกเดินทางสู่ จ.อุดรธานี (ใช้เวลาเดินทางประมาณ10ชั่วโมง) อิสระให้ทุกท่านพักผ่อนบนรถตามอัธยาศัย

วันที่สอง วัดสันติวนาราม อุโบสถดอกบัวกลางน้ำ – วัดศรีดาราม – คำชะโนด – หนองคาย – วัดไทย ถ้ำ
พญานาค อ.โพนพิสัย – บึงกาฬ – สะดือแม่น้ำโขง – วัดอาฮงศิลาวาส (แก่งอาฮง) – ริมแม่น้ำโขง
พักบึงกาฬ  อาหาร เช้า,เที่ยง,เย็น

เช้า เดินทางถึง จ.อุดรธานี แวะจุดพักรถทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย
 รับประทานอาหารเช้า (มื้อที่ 1)
นำท่านเดินทางสู่ ชมอุโบสถดอกบัวกลางน้ำ วัดสันติวนาราม (วัดป่าดงไร่) ต.บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี “พระอุโบสถกลางน้ำทรงดอกบัว หนึ่งเดียวในสยาม” เป็นพระอุโบสถกลางน้ำทรงดอกบัว 24 กลีบ ตั้งอยู่โดดเด่นกลางน้ำ มีสะพานทางเดินเชื่อมไปยังพระอุโบสถ ภายในวิจิตรตระการตาด้วยภาพวาดฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ มีองค์พระประธานสีขาวโดดเด่น ภายในอุโบสถ บริเวณโดยรอบอุโบสถยังโอบล้อมไปด้วยบึงน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งมีปลาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ให้ท่านได้ชมความสวยงามและความสงบร่มรื่นตามอัธยาศัย จากนั้นเดินทางสู่ วัดศรีดาราม สักการะ รูปหล่อพญาศรีสุทโธนาคราช และ เจ้าย่าสร้อยศรีสุดาจันทร์ (ซึ่งเป็นมเหสีองค์ที่7 ของพญาศรีสุทโธนาคราช) สำหรับขอเรื่องความรัก

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ อ.บ้านดุง เดินทางไป ป่าคำชะโนด หรือ วังนาคินทร์คำชะโนด ซึ่งเป็นป่าที่มีลักษณะเหมือนเกาะลอยน้ำ เมื่อเข้ามาถึงภายในพื้นที่ของคำชะโนด จะรู้สึกได้ถึงความร่มรื่น เพราะปกคลุมไปด้วยต้นชะโนดทั่วบริเวณ เรื่องราวของวังนาคินทร์คำชะโนด หรือ ป่าคำชะโนด ป่าลึกลับ ที่เมื่อหลายๆ คนพูด ก็จะนึกถึงความลี้ลับเกี่ยวกับพญานาค ความเชื่อที่ว่าเกาะคำชะโนดไม่เคยจมน้ำ เพราะมีพญานาคคอยปกปักรักษา และเรื่องราวที่ทำให้เรารู้จักคำชะโนดมากขึ้นนั้นในปี 2532 ก็คือ ตำนานผีจ้างหนัง จนกระทั่งมีคนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ดินแดนลี้ลับ จุดเชื่อมต่อเมืองบาดาลและโลกมนุษย์ สถานที่แห่งนี้ปรากฏในตำนานพื้นบ้านเชื่อกันว่าเป็นที่สิงสถิตของพญานาคราชปู่ศรีสุทโธและองค์แม่ศรีปทุมมานาคราชเทวี และสิ่งลี้ลับต่าง ๆ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจรวมศรัทธาของคนใน จ.อุดรธานีและอีสานตอนบน ให้ท่านได้กราบไหว้ศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธขอโชคขอลาภตามอัธยาศัย
**TIP เมื่อไปถึงจะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก แนะนำวิธีการเดินเข้าไปสักการะบูชา และจัดหาที่วางรองเท้าไว้ให้ การเข้าไปสักการะต้องแต่งกายให้สุภาพห้ามนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเขา กระโปรงสั้นเหนือเข่า หากแต่งกายไม่สุภาพ ทางเจ้าหน้าที่มีบริการให้เช่าผ้าถุง และเดินเท้าเปล่าเข้าไปข้างในเท่านั้น**
กฎระเบียบ 6 ข้อห้าม!! ในการมาคำชะโนดได้แก่
1. ไม่จุดธูปเทียนบูชาในป่าคำชะโนด 2. ให้นำพานบายศรีหรือเครื่องเซ่นไหว้กลับเพื่อลดขยะ
3. ไม่โยนเหรียญลงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ 4. งดปล่อยปลาและสัตว์น้ำลงไปในแหล่งน้ำ
5. ไม่ผูกผ้าแพร 7 สี 6. ไม่ทาแป้งหรือขัดถูต้นไม้

เที่ยง  รับประทานอาหารกลางวัน (มื้อที่ 2)
นำท่านเดินทางสู่ หนองคาย นำท่านชม วัดไทย อ.โพนพิสัย ตำนานเล่าขานกันถึงเมืองหลวงของพญานาคแห่ง ถ้ำพญานาค หรือ ถ้ำเมืองบาดาลจำลองโลกบาดาลใต้แม่น้ำโขง เชื่อกันว่า อยู่ที่ริมแม่น้ำโขงหน้าวัดไทยและเป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคที่ได้รับความนิยมที่สุดของ จ.หนองคาย และยังมี รูปปั้นพญานาคนาคปรก 9 เศียร “นาคชัยยัญ” และถ้ำเมืองบาดาลจำลอง ในปี พ.ศ. 2550 เป็นปีที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ครบรอบการก่อตั้งเมืองครบ 100 ปี ในคืนหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดไทยได้นิมิตว่า มีหญิงชาย ร่างกายสีดำมานิมนต์ให้สร้างสัญลักษณ์ประจำเมืองบาดาล หรือเมืองพญานาคไว้เมืองมนุษย์ ณ บริเวณวัดไทย ท่านเจ้าอาวาสจึงดำริสร้างสิ่งแทนโลกบาดาลคือ
1.ราชาแห่งพญานาค เฝ้าที่หน้าทางเข้าถ้ำ สูง 19 เมตร
2.สร้างเป็นนาคบาท คือลักษณะแบบงูกินหาง หมายถึงสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง
3.เสาหลักเมืองบาดาล เป็นรูปร่างสามเหลี่ยม
4.ประตูทางเข้าเมืองบาดาล ทางเข้าจะเชื่อมเข้าไปในลำตัวของพญานาค ซึ่งจะลอดเข้าทางส่วนท้องของพญานาค และจะมุดออกทางส่วนหางของพญานาค ภายในแบ่งเป็น ถ้ำจำลอง 7 ห้อง แต่ละห้องแสดงถึงเรื่องราวของเมืองบาดาล เช่นห้องสมบัติพญานาค จำรองถ้ำใต้บาลที่เป็นที่เก็บสมบัติของพญานาคเอาไว้ จำลองเป็นแก้วแหวนเงินทอง ผนังห้องเป็นสีทอง ห้องอริยสงฆ์ เป็นห้องที่มีหุ่นขี้ผึ่งจำลอง อริยสงฆ์ของประเทศไทยเอาไว้บริเวณทางเดิน ประดับด้วยจิตกรรมฝาผนังที่งดงาม เล่าเรื่องราวถึงตำนานของพญานาคและโลกบาดาล นอกจากนี้ บริเวณริมฝั่งโขงหน้าวัดไทย เป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคที่ได้รับความนิยมที่สุดของ จ.หนองคาย ในวันออกพรรษา 15 ค่ำเดือน 11

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ บึงกาฬ (ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ3ชั่วโมง) นำท่านชม วัดอาฮงศิลาวาส จุดชมสะดือแม่น้ำโขง เป็นวัดเก่าแก่ที่ไม่ปรากฎหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณแก่งอาฮง แอ่งน้ำขนาดใหญ่จากฝั่งไทยถึงฝั่งลาวที่มีความยาวประมาณร้อยกว่าเมตร พื้นที่ติดกับแม่น้ำโขงเป็นแนวโค้งยาวประกอบกับมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องพญานาค มีความเชื่อกันว่าบริเวณหน้าวัด คือ จุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขงซึ่งมีความลึก 200 เมตร บริเวณนี้จะมีน้ำจะไหลเชี่ยววนจนเป็นหลุมรูปกรวย หากมีพวกเศษไม้ ใบไม้หรือวัตถุเล็กๆ ติดอยู่จะถูกกระแสน้ำหมุนวนเป็นรูปกรวยประมาณ 20-30 นาที แล้วจึงหลุดเคลื่อนไปในที่อื่น เมื่อมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวมาอีกก็จะต่อตัวเป็นรูปกรวยขึ้นมาใหม่เกิดสลับกันไปตลอดทั้งวัน จึงทำให้เชื่อว่าที่นี่คือ จุดที่เป็น สะดือแม่น้ำโขง ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี สามารถมองเห็นแก่งอาฮง แก่งหินกลางลำน้ำโขงปรากาฎขึ้นมาเหนือน้ำ กลุ่มหินมีชื่อเรียกตามลักษณะของหิน เช่น หินลิ้น นาค หินปลาเข้ ถ้ำปลาสวาย นอกจากเป็นแหล่งพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว ชาวบ้านโดยรอบยังอาศัยทำการประมงด้วย และยังเป็นจุดชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ บั้งไฟพญานาค ในช่วงออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้เป็นจำนวนมาก อิสระให้ทุกท่านเดินเล่นริมน้ำโขง ชมวิวพระอาทิตย์อัสดงและถ่ายรูปตามอัธยาศัย
เย็น  รับประทานอาหารเย็น (มื้อที่ 3) หลังอาหาร สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก
ที่พัก: จ.บึงกาฬ ระดับเทียบเท่า 3 ดาว
(ชื่อโรงแรมที่ท่านพักทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย 5 วันก่อนวันเดินทาง)

(กรณีห้องพักคู่แบบ TWN เต็ม หรือไม่มี ทางบริษัทขอปรับพักแบบเตียงเดี่ยว DBL แทน และ ห้องพัก 3 ท่าน TRP อาจเป็นเตียงเสริม หรือฟูกที่นอนเสริมขึ้นอยู่กับแบบที่พักของโรงแรม)
วันที่สาม บึงกาฬ – ภูสิงห์ – หินสามวาฬ – วัดเจติยาศรีวิหาร หรือวัดภูทอก – น้ำตกถ้ำพระ – นครพนม –
พญาศรีสัตตนาคราช แลนด์มาร์คนครพนม – ถนนคนเดินชายโขง
พักนครพนม  อาหาร เช้า,เที่ยง,—

เช้า  บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 4)
เดินทางสู่ ภูสิงห์ ที่นี่โดดเด่นด้วยภูเขาหินทราย หน้าผา ถ้ำ กลุ่มหินรูปทรงต่างๆ และผืนป่าที่อุดม สมบูรณ์ (เปลี่ยนยานพาหนะเป็นรถของอาสาป่าไม้ ภูสิงห์) นำท่านชม หินสามวาฬ โดยมีลักษณะเป็นภูเขาหินทรงมนทอดตัวยาวเรียงกัน 3 ก้อน มองจากทางอากาศจะเห็นคล้ายเป็นวาฬพ่อ แม่ ลูก ว่ายน้ำด้วยกัน ซึ่งน้ำในที่นี่ก็คือผืนป่าที่เขียวขจีนั่นเอง และเมื่อมองจากบนหินสามวาฬออกไป จะพบกับทัศนียภาพของป่าภูวัว ห้วยบังบาตร แก่งสะดอก หาดทรายแม่น้ำโขง และขุนเขาของเมืองปากกระดิ่ง สปป.ลาว หากมาในยามเช้าก็อาจได้เห็นทะเลหมอกลอยละล่องเหนือผืนป่าอีกด้วย

นำท่านเดินทางสู่ วัดเจติยาศรีวิหาร (วัดภูทอก) โดยมีพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ เป็นผู้ก่อตั้ง ในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว ภูทอก มี 2 ลูก คือภูทอกใหญ่และภูทอกน้อย ส่วนที่นักแสวงบุญและนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถชมได้คือ ภูทอกน้อย ส่วนภูทอกใหญ่ยังไม่เปิดให้เที่ยวชม เดินเท้าขึ้นสู่ยอดภูทอก จุดเด่นของภูทอกก็คือ สะพานไม้และบันไดขึ้นชมทัศนียภาพรอบ ๆ ภูทอก ใช้เพียงแรงงานคนสร้างบันได เวียนไปมา รอบภูทอกแบบ 360 ซึ่งมีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปีเต็มจากชั้น 1-7 จะมีบันไดไม้ให้เดินแบบ ตรงทอดยาวจนถึงจุดสูงสุดของยอดภูทอก และตั้งแต่ชั้นที่ 3 เป็นต้นไปนักท่องเที่ยวสามารถเดินชม แบบสะพานเวียนรอบเขาซึ่งจะได้เห็นมุมมองที่แตกต่างไปเรื่อย ๆ บันไดที่ทอดขึ้นสู่ยอดภูทอกนี้เปรียบเสมือนเส้นทางธรรมที่น้อมนำสัตบุรุษให้พ้นโลกแห่งโลกียะ สู่โลกแห่ง โลกุตระหรือโลกแห่ง การหลุดพ้นด้วย ความเพียร พยายามและมุ่งมั่น **ภูทอกปิดไม่ให้นักท่องเที่ยว ขึ้นในวันที่ 10 -16 เมษายน ของทุกปี** การเดินชมด้านบนต้องใช้เวลาเดินขึ้นลงประมาณ 1.30-2ชม. ช่วงเทศกาลหรือช่วงนักเที่ยวจำนวนมากทางบริษัทขอนำชมบริเวณด้านล่างและบริเวณเจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ

เที่ยง  รับประทานอาหารกลางวัน (มื้อที่ 5)
บ่าย นำท่านชม น้ำตกถ้ำพระ หรือ น้ำตกถ้ำพระภูวัว โดยการนั่งเรือเข้าไป เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ 3 ชั้น ที่ไหลอยู่บนภูเขา หินทรายขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่และร่องน้ำที่สามารเล่นเป็นสไลเดอร์ได้ ทำให้เล่นน้ำกันในลำธารกันได้อย่างสนุกสนาน แต่น้ำตกจะมีน้ำมากในฤดูฝนช่วงเดือนกรกฎาคม-ต้นตุลาคม เท่านั้น หากมาในช่วงเดือนอื่นน้ำค่อนข้างน้อย จากนั้นเดินทางสู่ นครพนม (ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 3ชั่วโมง) ชม พญาศรีสัตตนาคราช แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของนครพนม เป็นองค์พญานาคทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน มีความสวยงาม โดดเด่น องค์พญาศรีสัตตนาคราช หล่อด้วยทองเหลือง มีน้ำหนักรวม 9,000 กก. เป็นรูปพญานาคขดหาง 7 เศียร ประดิษฐานบนแท่นฐานแปด เหลี่ยม กว้าง 6 เมตร ความสูงทั้งหมดรวมฐาน 15 เมตร สามารถพ่นน้ำได้ อิสระให้ท่านเดิน ถนนคนเดิน ณ บริเวณชุมชนย่านหอนาฬิการิมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ ที่ได้รับวัฒนธรรมจาก จีน ฝรั่งเศษ และเวียดนาม ชม หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ ที่ชาวเวียดนามสร้างขึ้นไว้ให้ก่อนเดินทางกลับเวียดนาม และในบริเวณชุมชนดังกล่าวนี้ยังคงปรากฎ”บ้านริมโขง” ที่เก่าแก่เกือบ 100 ปี ให้คนรุ่นหลังได้มาเห็นวัฒนธรรมของ จ.นครพนมในอดีต อิสระให้ท่านเลือกซื้ออาหารเย็นรับประทานตามอัธยาศัย ณ ถนนคนเดิน มีร้านอาหารของกินอาหารท้องถิ่นเยอะมาก นอกจากจะมีอาหารแล้วยังมีของฝากของที่ระลึกและเสื้อผ้าให้เลือกซื้ออีกมากมาย **ถนนคนเดินเปิดทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 17.00-21.00 น.** สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักแรม
ที่พัก: จ.นครพนม ระดับเทียบเท่า3ดาว
(ชื่อโรงแรมที่ท่านพักทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย 5 วันก่อนวันเดินทาง)
(กรณีห้องพักคู่แบบ TWN เต็ม หรือไม่มี ทางบริษัทขอปรับพักแบบเตียงเดี่ยว DBL แทน และ ห้องพัก 3 ท่าน TRP อาจเป็นเตียงเสริม หรือฟูกที่นอนเสริมขึ้นอยู่กับแบบที่พักของโรงแรม)
วันที่สี่ พระธาตุนคร – พระธาตุพนมวรมหาวิหาร – พระธาตุเรณู – ร้อยเอ็ด – วัดป่ากุง
(บุโรพุทโธแห่งแดนอีสาน) – กรุงเทพฯ
 อาหาร เช้า,เที่ยง,—

เช้า  บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 6)
นำท่านเดินทางสู่ พระธาตุนคร วัดมหาธาตุ พระธาตุคู่บุญของผู้ที่เกิดวันเสาร์ มีรูปแบบตามพระธาตุพนมองค์เดิม ภายในบรรจุพระอรหันตสารีริกธาตุ พร้อมกับองค์พระพุทธรูปทองคำ และของมีค่าต่างๆ จากประชาชนผู้มีจิตศรัทธาถวายบรรจุเอาไว้ในองค์พระธาตุ ปกปักรักษาและเชื่อกันว่าผู้มาสักการะจะได้อานิสงส์ส่งผลให้มีบุญวาสนาเป็นเจ้าคนนายคน สิ่งของบูชาพระธาตุ: ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ธูป 10 ดอก เทียน 2 เล่ม จากนั้นนำท่านเดินทาง วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร พระธาตุประจำวันเกิดของชาวปีวอกและเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของชาววันอาทิตย์ด้วย วัดพระธาตุพนม ได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกขึ้นเป็น “วรมหาวิหาร” พระธาตุพนมเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนครพนม และยังได้รับการเคารพบูชาอย่างสูงจากทั้งจากชาวไทย-ลาว ว่ากันว่าหากใครได้มานมัสการพระธาตุครบ ๗ ครั้ง จะถือว่าเป็น “ลูกพระธาตุ” เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต หรือแม้แต่การได้มากราบพระธาตุพนม ๑ ครั้ง ก็ถือเป็นมงคลแก่ชีวิต กราบองค์พระธาตุพนม พระธาตุพนม เชื่อกันว่าถ้าใครได้มานมัสการพระธาตุครบทั้ง ๗ จะถือว่าเป็นลูกพระธาตุ จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง หรือแม้แต่การได้มากราบพระธาตุพนม ๑ ครั้งก็ถือเป็นสิริมงคล สิ่งของบูชาพระธาตุ : ข้าวตอก ข้าวเหนียวปิ้ง น้ำอบ ดอกไม้สีแดง ธูป 6 ดอก เทียน 2 เล่ม
เที่ยง  รับประทานอาหารกลางวัน (มื้อที่ 7)
นำท่านเดินทางสู่ พระธาตุเรณู ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระธาตุเรณู อ.เรณูนคร เป็นพระธาตุของผู้ที่เกิดวันจันทร์ โดยจำลองมาจากพระธาตุพนมองค์เดิม แต่เล็กกว่า ภายในเจดีย์บรรจุพระไตรปิฎก พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน เพชรนิลจินดา หน่องา เครื่องกกุธภัณฑ์ของพระยาและเจ้าเมือง รวมถึงสิ่งของอื่นๆ ที่ชาวบ้านบริจาค เชื่อกันว่าคนที่เกิดวันจันทร์มักเป็นคนมีเสน่ห์ ใครได้กราบไหว้จะมีรูปงามผ่องใส เหมือนแสงจันทร์ ซึ่งตรงกับลักษณะของเทพประจำวันจันทร์ สิ่งของบูชาพระธาตุ: ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกไม้สีเหลือง ธูป 15 ดอก เทียน 2 เล่ม จากนั้นนำท่านเดินทางสู่
จ.ร้อยเอ็ด (ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง) นำท่านชม วัดป่ากุง หรือวัดประชาคมวนาราม เจดีย์ขนาดใหญ่ ทำจากหินทรายธรรมชาติเป็นแห่งแรกในประเทศไทย นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนสถานที่สวยงาม และยิ่งใหญ่ โดยจำลองแบบ การก่อสร้างมาจากบุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย โดยก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ครบรอบ 90 ปี พรรษา 60 ที่มาของการก่อสร้างเจดีย์หิน คราวเมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ศรี มหาวีโร พระเกจิอาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานชื่อดังแห่งภาคอีสานได้ไปปฏิบัติศาสนกิจจำพรรษาที่ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อ พ.ศ.2531 มหาเจดีย์หินทราย มีทั้งหมด 7 ชั้น

จากนั้นนำท่านเดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง)