ITH61 เป็นตาฮัก ป่านนี้… อุดรธานี บึงกาฬ นครพนม 4วัน 2คืน

เป็นตาฮักป่านนี้…อุดรธานี บึงกาฬ นครพนม 4วัน2คืน BUS

ราคาเริ่มต้น 3,999 ฿ ดาวน์โหลด PDF จองทัวร์

สายการบิน: bus_PNG8635

ออกเดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี-อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี – ทะเลบัวแดง – คำชะโนด – จ.หนองคาย – วัดไทยโพนพิสัย – วัดอาฮง – บึงกาฬ – ริมแม่น้ำโขง-ภูสิงห์ – หินสามวาฬ – วัดภูทอก – น้ำตกถ้ำพระ – นครพนม – พญาศรีสัตตนาคราช – ถนนคนเดิน-พระธาตุนคร – พระธาตุพนมวรมหาวิหาร – พระธาตุเรณู – ร้อยเอ็ด – วัดป่ากุง (บุโรพุทโธแห่งแดนอีสาน) – กรุงเทพฯ

วันที่เดินทาง

04-07 ธ.ค. 63, 09-12 ธ.ค. 63, 30 ธ.ค.-02 ม.ค. 64, 31 ธ.ค.-03 ม.ค. 64

วันแรก พร้อมกันที่จุดนัดพบปั๊ม Shell แม็คโคร แจ้งวัฒนะ

18.00 น. พร้อมกันที่จุดนัดหมาย ปั๊ม Shell แม็คโคร แจ้งวัฒนะ เจ้าหน้าที่บริษัทฯคอยให้การต้อนรับและอำนวยความให้ทุกท่าน มีการพ่นยาฆ่าเชื้อในรถ เช็คอุณหภูมิร่างกาย และมีบริการแจกหน้ากากอนามัยชนิดผ้าและเจลแอลกอฮอล์ นำท่านออกเดินทางสู่ จ.อุดรธานี (ใช้เวลาเดินทางประมาณ10ชั่วโมง) อิสระให้ทุกท่านพักผ่อนบนรถตามอัธยาศัย

วันที่สอง อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี – ทะเลบัวแดง – คำชะโนด – จ.หนองคาย – วัดไทยโพนพิสัย – วัดอาฮง – จ.บึงกาฬ – ริมแม่น้ำโขง (อาหาร เช้า,เที่ยง,เย็น)

เช้า เดินทางถึง อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี แวะจุดพักรถทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย

 รับประทานอาหารเช้า (มื้อที่ 1)

นำท่านเดินทางไป ทะเลบัวแดง ณ บึงหนองหาน นำท่านนั่งเรือ (ใช้ระยะเวลาในการล่องเรือประมาณ1 ชั่วโมง 30 นาที) ชมทะเลบัวแดงอันกว้างใหญ่ไพศาล อันซีนแห่งสีสันที่ธรรมชาติสรรสร้าง ดอกบัวแดงจะบานสะพรั่งในช่วงเช้าตรู่จนถึงเวลาประมาณ 11.00 น. ช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงเวลาที่ดอกบัวบานสวยที่สุดจะบานเต็มท้องน้ำสุดลูกหูลูกตา พร้อมกับถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ในช่วงเดือนตุลาคม-เดือนมีนาคม ดอกบัวแดงในบึงหนองหานซึ่งมีจำนวนมากจะงอกงามโผล่จากน้ำขึ้นมา โดยเริ่มจากเดือนตุลาคมบัวเริ่มแตกใบ และเริ่มออกดอกตูมและบานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บัวจะออกดอกมีปริมาณมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ และค่อยๆ ลดปริมาณลงในเดือนมีนาคม **ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ บริษัทไม่สามารถคาดเกณฑ์ล่วงหน้าได้ **

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ อ.บ้านดุง ชม ป่าคำชะโนด หรือ วังนาคินทร์คำชะโนด ซึ่งเป็นป่าที่มีลักษณะเหมือนเกาะลอยน้ำ เมื่อเข้ามาถึงภายในพื้นที่ของคำชะโนด จะรู้สึกได้ถึงความร่มรื่น เพราะปกคลุมไปด้วยต้นชะโนดทั่วบริเวณ เรื่องราวของวังนาคินทร์คำชะโนด หรือ ป่าคำชะโนด ป่าลึกลับ ที่เมื่อหลายๆ คนพูด ก็จะนึกถึงความลี้ลับเกี่ยวกับพญานาค ความเชื่อที่ว่าเกาะคำชะโนดไม่เคยจมน้ำ เพราะมีพญานาคคอยปกปักรักษา และเรื่องราวที่ทำให้เรารู้จักคำชะโนดมากขึ้นนั้นในปี 2532 ก็คือ ตำนานผีจ้างหนัง จนกระทั่งมีคนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ดินแดนลี้ลับ จุดเชื่อมต่อเมืองบาดาลและโลกมนุษย์ สถานที่แห่งนี้ปรากฏในตำนานพื้นบ้านเชื่อกันว่าเป็นที่สิงสถิตของพญานาคราชปู่ศรีสุทโธและองค์แม่ศรีปทุมมานาคราชเทวี และสิ่งลี้ลับต่าง ๆ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจรวมศรัทธาของคนใน จ.อุดรธานีและอีสานตอนบน ให้ท่านได้กราบไหว้ศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธขอโชคขอลาภตามอัธยาศัย
**TIP เมื่อไปถึงจะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก แนะนำวิธีการเดินเข้าไปสักการะบูชา และจัดหาที่วางรองเท้าไว้ให้ การเข้าไปสักการะต้องแต่งกายให้สุภาพห้ามนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเขา กระโปรงสั้นเหนือเข่า หากแต่งกายไม่สุภาพ ทางเจ้าหน้าที่มีบริการให้เช่าผ้าถุง และเดินเท้าเปล่าเข้าไปข้างในเท่านั้น**
กฎระเบียบ 6 ข้อห้าม!! ในการมาคำชะโนดได้แก่
1. ไม่จุดธูปเทียนบูชาในป่าคำชะโนด 2. ให้นำพานบายศรีหรือเครื่องเซ่นไหว้กลับเพื่อลดขยะ
3. ไม่โยนเหรียญลงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ 4. งดปล่อยปลาและสัตว์น้ำลงไปในแหล่งน้ำ
5. ไม่ผูกผ้าแพร 7 สี 6. ไม่ทาแป้งหรือขัดถูต้นไม้

เที่ยง  รับประทานอาหารกลางวัน (มื้อที่ 2)

นำท่านเดินทางสู่ จ.หนองคาย นำท่านชม วัดไทยโพนพิสัย ตำนานเล่าขานกันถึงเมืองหลวงของพญานาคแห่ง ถ้ำพญานาค หรือ ถ้ำเมืองบาดาลจำลอง โลกบาดาลใต้แม่น้ำโขง เชื่อกันว่า อยู่ที่ริมแม่น้ำโขงหน้าวัดไทยและเป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคที่ได้รับความนิยมที่สุดของ จ.หนองคาย และยังมี รูปปั้นพญานาคนาคปรก 9 เศียร “นาคชัยยัญ” และถ้ำเมืองบาดาลจำลอง ในปี พ.ศ. 2550 เป็นปีที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ครบรอบการก่อตั้งเมืองครบ 100 ปี ในคืนหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดไทยได้นิมิตว่า มีหญิงชาย ร่างกายสีดำมานิมนต์ให้สร้างสัญลักษณ์ประจำเมืองบาดาล หรือเมืองพญานาคไว้เมืองมนุษย์ ณ บริเวณวัดไทย ท่านเจ้าอาวาสจึงดำริสร้างสิ่งแทนโลกบาดาลคือ
1.ราชาแห่งพญานาค เฝ้าที่หน้าทางเข้าถ้ำ สูง 19 เมตร
2.สร้างเป็นนาคบาท คือลักษณะแบบงูกินหาง หมายถึงสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง
3.เสาหลักเมืองบาดาล เป็นรูปร่างสามเหลี่ยม
4.ประตูทางเข้าเมืองบาดาล ทางเข้าจะเชื่อมเข้าไปในลำตัวของพญานาค ซึ่งจะลอดเข้าทางส่วนท้องของพญานาค และจะมุดออกทางส่วนหางของพญานาค ภายในแบ่งเป็น ถ้ำจำลอง 7 ห้อง แต่ละห้องแสดงถึงเรื่องราวของเมืองบาดาล เช่นห้องสมบัติพญานาค จำรองถ้ำใต้บาลที่เป็นที่เก็บสมบัติของพญานาคเอาไว้ จำลองเป็นแก้วแหวนเงินทอง ผนังห้องเป็นสีทอง ห้องอริยสงฆ์ เป็นห้องที่มีหุ่นขี้ผึ่งจำลอง อริยสงฆ์ของประเทศไทยเอาไว้บริเวณทางเดิน ประดับด้วยจิตกรรมฝาผนังที่งดงาม เล่าเรื่องราวถึงตำนานของพญานาคและโลกบาดาล นอกจากนี้ บริเวณริมฝั่งโขงหน้าวัดไทย เป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคที่ได้รับความนิยมที่สุดของ จ.หนองคาย ในวันออกพรรษา 15 ค่ำเดือน 11

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ จ.บึงกาฬ (ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ3ชั่วโมง) นำท่านชม วัดอาฮงศิลาวาส จุดชมสะดือแม่น้ำโขง เป็นวัดเก่าแก่ที่ไม่ปรากฎหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณแก่งอาฮง แอ่งน้ำขนาดใหญ่จากฝั่งไทยถึงฝั่งลาวที่มีความยาวประมาณร้อยกว่าเมตร พื้นที่ติดกับแม่น้ำโขงเป็นแนวโค้งยาวประกอบกับมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องพญานาค มีความเชื่อกันว่าบริเวณหน้าวัด คือ จุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขงซึ่งมีความลึก 200 เมตร บริเวณนี้จะมีน้ำจะไหลเชี่ยววนจนเป็นหลุมรูปกรวย หากมีพวกเศษไม้ ใบไม้หรือวัตถุเล็กๆ ติดอยู่จะถูกกระแสน้ำหมุนวนเป็นรูปกรวยประมาณ 20-30 นาที แล้วจึงหลุดเคลื่อนไปในที่อื่น เมื่อมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวมาอีกก็จะต่อตัวเป็นรูปกรวยขึ้นมาใหม่เกิดสลับกันไปตลอดทั้งวัน จึงทำให้เชื่อว่าที่นี่คือ จุดที่เป็น สะดือแม่น้ำโขง ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี สามารถมองเห็นแก่งอาฮง แก่งหินกลางลำน้ำโขงปรากาฎขึ้นมาเหนือน้ำ กลุ่มหินมีชื่อเรียกตามลักษณะของหิน เช่น หินลิ้น นาค หินปลาเข้ ถ้ำปลาสวาย นอกจากเป็นแหล่งพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว ชาวบ้านโดยรอบยังอาศัยทำการประมงด้วย และยังเป็นจุดชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ บั้งไฟพญานาค ในช่วงออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้เป็นจำนวนมาก อิสระให้ทุกท่านเดินเล่นริมน้ำโขง ชมวิวพระอาทิตย์อัสดงและถ่ายรูปตามอัธยาศัย

เย็น  รับประทานอาหารเย็น (มื้อที่ 3) หลังอาหาร สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก

ที่พัก: จ.บึงกาฬ ระดับ 3 ดาว (ชื่อโรงแรมที่ท่านพักทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย 5 วันก่อนวันเดินทาง)

วันที่สาม บึงกาฬ – ภูสิงห์ – หินสามวาฬ – วัดภูทอก – น้ำตกถ้ำพระ – นครพนม – พญาศรีสัตตนาคราช – ถนนคนเดิน (อาหาร เช้า,เที่ยง,—)

เช้า  บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 4)
เดินทางสู่ ภูสิงห์ ที่นี่โดดเด่นด้วยภูเขาหินทราย หน้าผา ถ้ำ กลุ่มหินรูปทรงต่างๆ และผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ (เปลี่ยนยานพาหนะเป็นรถของอาสาป่าไม้ ภูสิงห์) นำท่านชม หินสามวาฬ โดยมีลักษณะเป็นภูเขาหินทรงมนทอดตัวยาวเรียงกัน 3 ก้อน มองจากทางอากาศจะเห็นคล้ายเป็นวาฬพ่อ แม่ ลูก ว่ายน้ำด้วยกัน ซึ่งน้ำในที่นี่ก็คือผืนป่าที่เขียวขจีนั่นเอง และเมื่อมองจากบนหินสามวาฬออกไป จะพบกับทัศนียภาพของป่าภูวัว ห้วยบังบาตร แก่งสะดอก หาดทรายแม่น้ำโขง และขุนเขาของเมืองปากกระดิ่ง สปป.ลาว หากมาในยามเช้าก็อาจได้เห็นทะเลหมอกลอยละล่องเหนือผืนป่าอีกด้วย

นำท่านเดินทางสู่ ภูทอก บึงกาฬ เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาศรีวิหาร (วัดภูทอก) โดยมีพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ เป็นผู้ก่อตั้ง ในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว ภูทอก มี 2 ลูก คือภูทอกใหญ่และภูทอกน้อย ส่วนที่นักแสวงบุญและนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถชมได้คือ ภูทอกน้อย ส่วนภูทอกใหญ่ยังไม่เปิดให้เที่ยวชม เดินเท้าขึ้นสู่ยอดภูทอก จุดเด่นของภูทอกก็คือ สะพานไม้และบันไดขึ้นชมทัศนียภาพรอบ ๆ ภูทอก ใช้เพียงแรงงานคนสร้างบันได เวียนไปมา รอบภูทอกแบบ 360 ซึ่งมีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปีเต็มจากชั้น 1-7 จะมีบันไดไม้ให้เดินแบบ ตรงทอดยาวจนถึงจุดสูงสุดของยอดภูทอก และตั้งแต่ชั้นที่ 3 เป็นต้นไปนักท่องเที่ยวสามารถเดินชม แบบสะพานเวียนรอบเขาซึ่งจะได้เห็นมุมมองที่แตกต่างไปเรื่อย ๆ บันไดที่ทอดขึ้นสู่ยอดภูทอกนี้เปรียบเสมือนเส้นทางธรรมที่น้อมนำสัตบุรุษให้พ้นโลกแห่งโลกียะ สู่โลกแห่ง โลกุตระหรือโลกแห่ง การหลุดพ้นด้วย ความเพียร พยายามและมุ่งมั่น **ภูทอกปิดไม่ให้นักท่องเที่ยว ขึ้นในวันที่ 10 -16 เมษายน ของทุกปี** การเดินชมด้านบนต้องใช้เวลาเดินขึ้นลงประมาณ 1.30-2ชม. ช่วงเทศกาลหรือช่วงนักเที่ยวจำนวนมากทางบริษัทขอนำชมบริเวณด้านล่างและบริเวณเจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ

เที่ยง  รับประทานอาหารกลางวัน (มื้อที่ 5)

บ่าย นำท่านชม น้ำตกถ้ำพระ หรือ น้ำตกถ้ำพระภูวัว โดยการนั่งเรือเข้าไป เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ 3 ชั้น ที่ไหลอยู่บนภูเขา หินทรายขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่และร่องน้ำที่สามารเล่นเป็นสไลเดอร์ได้ ทำให้เล่นน้ำกันในลำธารกันได้อย่างสนุกสนาน แต่น้ำตกจะมีน้ำมากในฤดูฝนช่วงเดือนกรกฎาคม-ต้นตุลาคม เท่านั้น หากมาในช่วงเดือนอื่นน้ำค่อนข้างน้อย จากนั้นเดินทางสู่ จ.นครพนม (ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 3ชั่วโมง) ชม พญาศรีสัตตนาคราช แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของนครพนม เป็นองค์พญานาคทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน มีความสวยงาม โดดเด่น องค์พญาศรีสัตตนาคราช หล่อด้วยทองเหลือง มีน้ำหนักรวม 9,000 กก. เป็นรูปพญานาคขดหาง 7 เศียร ประดิษฐานบนแท่นฐานแปด เหลี่ยม กว้าง 6 เมตร ความสูงทั้งหมดรวมฐาน 15 เมตร สามารถพ่นน้ำได้ อิสระให้ท่านเดิน ถนนคนเดิน ณ บริเวณชุมชนย่านหอนาฬิการิมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ ที่ได้รับวัฒนธรรมจาก จีน ฝรั่งเศษ และเวียดนาม ชม หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ ที่ชาวเวียดนามสร้างขึ้นไว้ให้ก่อนเดินทางกลับเวียดนาม และในบริเวณชุมชนดังกล่าวนี้ยังคงปรากฎ”บ้านริมโขง” ที่เก่าแก่เกือบ 100 ปี ให้คนรุ่นหลังได้มาเห็นวัฒนธรรมของ จ.นครพนมในอดีต อิสระให้ท่านเลือกซื้ออาหารเย็นรับประทานตามอัธยาศัย ณ ถนนคนเดิน มีร้านอาหารของกินอาหารท้องถิ่นเยอะมาก นอกจากจะมีอาหารแล้วยังมีของฝากของที่ระลึกและเสื้อผ้าให้เลือกซื้ออีกมากมาย **ถนนคนเดินเปิดทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 17.00-21.00 น.** สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักแรม

ที่พัก: จ.นครพนม ระดับ3ดาว (ชื่อโรงแรมที่ท่านพักทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย 5 วันก่อนวันเดินทาง)

วันที่สี่ พระธาตุนคร – พระธาตุพนมวรมหาวิหาร – พระธาตุเรณู – จ.ร้อยเอ็ด – วัดป่ากุง (บุโรพุทโธแห่งแดนอีสาน) – กรุงเทพฯ (อาหาร เช้า,เที่ยง,—)

เช้า  บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 6)

นำท่านเดินทางสู่ พระธาตุนคร วัดมหาธาตุ พระธาตุคู่บุญของผู้ที่เกิดวันเสาร์ มีรูปแบบตามพระธาตุพนมองค์เดิม ภายในบรรจุพระอรหันตสารีริกธาตุ พร้อมกับองค์พระพุทธรูปทองคำ และของมีค่าต่างๆ จากประชาชนผู้มีจิตศรัทธาถวายบรรจุเอาไว้ในองค์พระธาตุ ปกปักรักษาและเชื่อกันว่าผู้มาสักการะจะได้อานิสงส์ส่งผลให้มีบุญวาสนาเป็นเจ้าคนนายคน สิ่งของบูชาพระธาตุ: ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ธูป 10 ดอก เทียน 2 เล่ม จากนั้นนำท่านเดินทาง วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร พระธาตุประจำวันเกิดของชาวปีวอกและเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของชาววันอาทิตย์ด้วย วัดพระธาตุพนม ได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกขึ้นเป็น “วรมหาวิหาร” พระธาตุพนมเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนครพนม และยังได้รับการเคารพบูชาอย่างสูงจากทั้งจากชาวไทย-ลาว ว่ากันว่าหากใครได้มานมัสการพระธาตุครบ ๗ ครั้ง จะถือว่าเป็น “ลูกพระธาตุ” เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต หรือแม้แต่การได้มากราบพระธาตุพนม ๑ ครั้ง ก็ถือเป็นมงคลแก่ชีวิต กราบองค์พระธาตุพนม พระธาตุพนม เชื่อกันว่าถ้าใครได้มานมัสการพระธาตุครบทั้ง ๗ จะถือว่าเป็นลูกพระธาตุ จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง หรือแม้แต่การได้มากราบพระธาตุพนม ๑ ครั้งก็ถือเป็นสิริมงคล สิ่งของบูชาพระธาตุ : ข้าวตอก ข้าวเหนียวปิ้ง น้ำอบ ดอกไม้สีแดง ธูป 6 ดอก เทียน 2 เล่ม

เที่ยง  รับประทานอาหารกลางวัน (มื้อที่ 7)

นำท่านเดินทางสู่ พระธาตุเรณู ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระธาตุเรณู อ.เรณูนคร เป็นพระธาตุของผู้ที่เกิดวันจันทร์ โดยจำลองมาจากพระธาตุพนมองค์เดิม แต่เล็กกว่า ภายในเจดีย์บรรจุพระไตรปิฎก พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน เพชรนิลจินดา หน่องา เครื่องกกุธภัณฑ์ของพระยาและเจ้าเมือง รวมถึงสิ่งของอื่นๆ ที่ชาวบ้านบริจาค เชื่อกันว่าคนที่เกิดวันจันทร์มักเป็นคนมีเสน่ห์ ใครได้กราบไหว้จะมีรูปงามผ่องใส เหมือนแสงจันทร์ ซึ่งตรงกับลักษณะของเทพประจำวันจันทร์ สิ่งของบูชาพระธาตุ: ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกไม้สีเหลือง ธูป 15 ดอก เทียน 2 เล่ม จากนั้นนำท่านเดินทางสู่
จ.ร้อยเอ็ด (ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง) นำท่านชม วัดป่ากุง หรือวัดประชาคมวนาราม เจดีย์ขนาดใหญ่ ทำจากหินทรายธรรมชาติเป็นแห่งแรกในประเทศไทย นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนสถานที่สวยงาม และยิ่งใหญ่ โดยจำลองแบบ การก่อสร้างมาจากบุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย โดยก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ครบรอบ 90 ปี พรรษา 60 ที่มาของการก่อสร้างเจดีย์หิน คราวเมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ศรี มหาวีโร พระเกจิอาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานชื่อดังแห่งภาคอีสานได้ไปปฏิบัติศาสนกิจจำพรรษาที่ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อ พ.ศ.2531 มหาเจดีย์หินทราย มีทั้งหมด 7 ชั้น

จากนั้นนำท่านเดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง) ถึง กรุงเทพฯ พร้อมความประทับใจครั้ง

***********************