แบนเนอร์บทความ

ทัวร์อังกฤษ /

สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) มหัศจรรย์วงหินโบราณแห่งอังกฤษ

Stonehenge มหัศจรรย์วงหินโบราณแห่งอังกฤษ ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ของมณฑลวิลต์เชียร์ ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ มีโบราณสถานแห่งหนึ่งที่สร้างความพิศวงให้กับผู้คนทั่วโลกมานานหลายพันปี นั่นคือ Stonehenge วงหินขนาดมหึมาที่ถูกจัดวางอย่างซับซ้อนและแม่นยำ จนกลายเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 4,000 ปี แต่วงหินแห่งนี้ยังคงยืนหยัดท่ามกลางสายลมและสายฝน พร้อมกับปริศนามากมายเกี่ยวกับผู้สร้าง จุดประสงค์ที่สร้างและความหมายที่แท้จริงของมัน ปัจจุบัน Stonehenge ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก และเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยว นักประวัติศาสตร์ และนักโบราณคดีจากทั่วทุกมุมโลก ประวัติความเป็นมาของ Stonehenge Stonehenge ตั้งอยู่บนที่ราบซอลส์บรี (Salisbury Plain) ในมณฑลวิลต์เชียร์ ประเทศอังกฤษ นักโบราณคดีเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้เริ่มถูกสร้างขึ้นประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล และมีการก่อสร้างเพิ่มเติมเป็นระยะเวลาหลายร้อยปี จนเสร็จสมบูรณ์ราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล โครงสร้างของ Stonehenge ประกอบด้วยหินขนาดใหญ่ 2 ประเภทได้แก่ Sarsen Stones หินทรายขนาดใหญ่สูงประมาณ 7 เมตร หนักถึง 20-30 ตัน Bluestones หินขนาดเล็กกว่าที่ถูกนำมาจากแคว้นเวลส์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 200 กิโลเมตร ไฮไลต์และจุดเด่นที่ไม่ควรพลาด ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ขึ้นวันครีษมายัน ในช่วงประมาณวันที่ 21 มิถุนายน ของทุกปี ดวงอาทิตย์จะขึ้นในเวลาประมาณ 04:24 น. (ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศอังกฤษ) ตรงกับแนวแกนของ Stonehenge ผู้คนหลายพันคนจะมารวมตัวกันเพื่อชมปรากฏการณ์นี้ บรรยากาศทุ่งหญ้าซอลส์บรี พื้นที่รอบๆเป็นทุ่งหญ้ากว้างสุดสายตา เหมาะสำหรับการเดินเล่น ถ่ายภาพ และสัมผัสธรรมชาติของชนบทอังกฤษ ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการไปเที่ยว ช่วงเวลาที่แนะนำที่สุด คือ เดือนพฤษภาคม-กันยายน เพราะอากาศค่อนข้างดีและสามารถเดินชมสถานที่ได้สะดวก แต่หากต้องการชมปรากฏการณ์พิเศษ ควรไปช่วง Summer Solstice (ประมาณ 20-21 มิถุนายน) แต่ต้องเตรียมตัวเรื่องผู้คนจำนวนมากและการเดินทางที่อาจคึกคักเป็นพิเศษ ระยะเวลาที่แนะนำในการเข้าชม เช้า (08.00-10.00) คนยังไม่มาก แสงสวย เหมาะกับการมาถ่ายภาพ บ่าย (13.00-15.00) เหมาะกับการมาเดินชมและอ่านนิทรรศการ เย็น (16.00-18.00) แสงอาทิตย์อ่อนๆทำให้ได้บรรยากาศที่ดูอบอุ่น โรแมนติก คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Stonehenge ใครเป็นผู้ที่สร้างสโตนเฮนจ์ขึ้นมา นักโบราณคดีเชื่อว่าสร้างโดย คนในยุคหินใหม่ (Neolithic) โดยใช้เวลาก่อสร้างยาวนานต่อเนื่องหลายร้อยปี ซึ่งชนชาติดังกล่าวไม่ได้ทิ้งบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ การเดินทางจากลอนดอนไปยังสโตนเฮนจ์ ประมาณ 2-2.5 ชั่วโมง โดยรถไฟและรถบัส หรือประมาณ

ทัวร์อเมริกาใต้ /

มาชู ปิคชู (Machu Picchu) มหานครโบราณแห่งอารยธรรมอินคา มรดกโลกที่ควรไปเยือนสักครั้งในชีวิต!

มาชู ปิคชู (Machu Picchu) มหานครโบราณแห่งอารยธรรมอินคา มรดกโลกที่ควรไปเยือนสักครั้งในชีวิต! ท่ามกลางเทือกเขาแอนดีสอันยิ่งใหญ่ของประเทศเปรู มีสถานที่หนึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ นั่นคือ Machu Picchu เมืองโบราณของอารยธรรมอินคาที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 2,400 เมตร สถานที่นี้สะท้อนถึงความสามารถด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมของชาวอินคาผ่านการก่อสร้างด้วยหินอย่างประณีตจนได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในมรดกโลกและจุดหมายปลายทางสำคัญของนักเดินทางทั่วโลก ประวัติความเป็นมา มาชู ปิคชู ถูกสร้างขึ้นช่วงศตวรรษที่ 15 ประมาณปี ค.ศ. 1450 ในยุคของจักรพรรดิ Pachacuti ผู้เป็นหนึ่งในผู้นำสำคัญของจักรพรรดิอินคา เชื่อกันว่าสถานที่นี้อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเมืองหลวงทางศาสนา สถานที่พักผ่อนของชนชั้นนสูงหรือศูนย์ประกอบพิธีกรรมสำคัญของชาวอินคา สิ่งที่ทำให้มาชู ปิคชูมีความพิเศษ คือการตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาเข้าถึงได้ยาก แต่ชาวอินคาสามารถสร้างเมืองขนาดใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งวัด อาคาร ที่พักอาศัยและพื้นที่เพาะปลูก โดยใช้หินที่นำมาจากบริเวณรอบๆ ในช่วงศตวรรษที่ 16 หลังจากจักรวรรดิอินคาถูกชาวสเปนเข้ามารุกรานเมืองแห่งนี้ก็ค่อยๆถูกทิ้งร้างและไม่มีการกล่าวถึงในเอกสารของชาวสเปนมากนักจึงทำให้มาชู ปิคชูถูกซ่อนในป่าบนภูเขาเป็นเวลาหลายร้อยปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1911 นักสำรวจชาวอเมริกัน Hiram Bingham ได้เดินทางเข้ามาพบและเผยแพร่เรื่องราวของเมืองโบราณแห่งนี้สู่สายตาชาวโลก ทำให้มาชู ปิคชูกลายเป็น 1 ในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ระดับโลก ไฮไลต์และจุดเด่นที่ไม่ควรพลาด จุดชมวิวมาชู ปิคชู (Classic Viewpoint) เป็นมุมถ่ายภาพที่เป็นภาพจำของสถานที่แห่งนี้มากที่สุด นักท่องเที่ยวจะสามารถเห็นภาพรวมของเมืองโบราณที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาสีเขียวและหมอกที่ลอยปกคลุม เป็นวิวที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมอินคาได้อย่างชัดเจน วิหารแห่งดวงอาทิตย์ (Temple of the Sun) หนึ่งในสิ่งก่อสร้างสำคัญของชาวอินคา เชื่อกันว่าใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของอารยธรรมอินคา ลักษณะเด่นคือการก่อหินแบบโค้งมนและการวางตำแหน่งอาคารที่สัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ แสดงให้เห็นถึงความรู้ด้านดาราศาสตร์ของชาวอินคา วิหารสามหน้าต่าง (Temple of the Three Windows) จุดสำคัญที่แสดงถึงความเชื่อของชาวอินคาเกี่ยวกับโลกทั้งสาม ได้แก่ โลกของเทพเจ้า โลกมนุษย์ และโลกแห่งวิญญาณ ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการไปเที่ยว มาชู ปิคชูสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ฤดูแล้ง (เดือนพฤษภาคม – ตุลาคม) เนื่องจากมีฝนตกน้อย ท้องฟ้าเปิด และเหมาะกับการเดินชมโบราณสถาน รวมถึงการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาแอนดีส ในช่วง เดือน มิถุนายน – สิงหาคม ถือเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุด นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นมาชู ปิคชูได้อย่างชัดเจน และเดินทางได้สะดวก แต่เป็นช่วง High Season ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จึงควรวางแผนและจองตั๋วล่วงหน้าสำหรับช่วง พฤษภาคม

ทัวร์คาซัคสถาน /

ดินแดนลึกลับที่นักเดินทางไม่ควรพลาด! หมู่บ้านวัฒนธรรมคาซัคสถานโบราณ

ดินแดนลึกลับที่นักเดินทางไม่ควรพลาด! หมู่บ้านวัฒนธรรมคาซัคสถานโบราณ เมื่อพูดถึง คาซัคสถาน หลายคนอาจนึกภาพ ทุ่งหญ้าสเตปป์ กว้างใหญ่ไพศาล แต่ความจริงแล้ว ดินแดนแห่งนี้ซ่อนสมบัติทางวัฒนธรรมที่มีอายุกว่า 3,000 ปี เอาไว้ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ตั้งแต่เชิงเขาเทียนชาน ไปจนถึงริมฝั่งทะเลสาบบัลคาช วันนี้ แพลนเนทฮอลิเดย์ ขอพาทุกท่านย้อนอดีตไปสัมผัสวิถีชีวิตกลุ่มหมู่บ้านชาวเร่ร่อน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่แตกต่างและลึกซึ้ง ที่ หมู่บ้านวัฒนธรรมคาซัคสถานโบราณ กันค่ะ ที่ตั้งและการเดินทาง Ethno Village The Huns ตั้งอยู่ในเขต Talgar ห่างจากเมือง อัลมาตี (Almaty) เมืองหลวงเก่าของคาซัคสถาน ไปทางตะวันออกประมาณ 53 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในหุบเขานิวสโตน (New Stone Gorge หรือ Talgar Gorge) บนเทือกเขาเทียนซาน  อันสวยงาม การเดินทางโดยรถยนต์จากใจกลางเมืองอัลมาตีใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที – 1 ชั่วโมง 30 นาที เหมาะสำหรับทริปวันเดียวที่ไม่ต้องวางแผนซับซ้อนเลย ประวัติและที่มา ชาวคาซัคสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าเร่ร่อนโบราณบนทุ่งหญ้าสเตปป์ (The Great Steppe) ได้แก่ ชาวซากา (Saka), ชาวฮันส์ (Huns) และชนเผ่าเติร์ก-มองโกล คำว่า Aul (เอาล์) ในภาษาดั้งเดิมไม่ได้หมายถึงหมู่บ้านที่เป็นตึกรามบ้านช่อง แต่หมายถึง ชุมชนเต็นท์เร่ร่อนของกลุ่มเครือญาติ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวคาซัคกว่า 90% ยังคงใช้ชีวิตแบบกึ่งเร่ร่อน เคลื่อนย้ายชุมชนตามฤดูกาลเพื่อหาทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ฤดูร้อนอยู่กลางทุ่งโล่งด้วย กระโจมเยิร์ต (Kiiz ui) ฤดูหนาวย้ายไปหลบตามหุบเขาในที่พักชั่วคราวที่เรียกว่า Kystau หลังจากคาซัคสถานประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียตในปี 1991 รัฐบาลและนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตระหนักว่าวิถีชีวิตดั้งเดิมกำลังจะสูญหาย จึงเกิดแนวคิดสร้าง "Ethno-Village" หรือ "หมู่บ้านชาติพันธุ์วรรณนา"นี้ขึ้นมา   Ethno Village The Huns ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2009 เป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมและชาติพันธุ์วรรณนา แห่งแรกของประเทศคาซัคสถาน โดยมีพันธกิจ 2 ประการ ได้แก่ ปลูกฝังความภาคภูมิใจในรากเหง้าและจิตวิญญาณนักรบให้แก่เยาวชนคาซัคยุคใหม่ เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงสัมผัสสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ   ประสบการณ์ที่รอคุณอยู่ในหมู่บ้าน 1.พิธีต้อนรับแบบดั้งเดิม (Traditional Welcome) ทันทีที่เดินทางมาถึง คุณจะได้รับการต้อนรับจาก

ทวีปแอฟริกา /

3 สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในแอฟริกาที่ต้องไปสักครั้งในชีวิต!!

เที่ยวแอฟริกา ดินแดนแห่งธรรมชาติและวัฒนธรรมสุดมหัศจรรย์ หากพูดถึง " ประเทศแอฟริกา " หลายคนอาจนึกถึงซาฟารีและสัตว์ป่าเป็นอันดับแรกใช่ไหมคะ แต่ความจริงแล้วทวีปแอฟริกายังเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกอีกมายมาย ที่มีทั้งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ วัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ และภูมิประเทศที่หาชมได้ยากจากที่อื่น บทความนี้ แพลนเนทฮอลลิเดย์ จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ 3 สถานท่องเที่ยวสุดมหัศจรรย์ของทวีปแอฟฟิกา ที่นักเดินทางทั่วโลกต่างใฝ่ฝันอยากไปสัมผัสด้วยตัวเองกันค่ะ     1.น้ำตกวิกตอเรีย (Victoria Falls) น้ำตกวิกตอเรีย (Victoria Falls) เป็นหนึ่งในน้ำตกที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดในโลก ตั้งอยู่บริเวณพรมแดนระหว่างประเทศซิมบับเวและประเทศแซมเบีย ในทวีปแอฟริกา โดยชาวพื้นเมืองเรียกน้ำตกแห่งนี้ว่า "โมซี-โออา-ตุนยา" (Mosi-oa-Tunya) ซึ่งมีความหมายว่า "ควันที่ส่งเสียงคำราม" สะท้อนถึงความอลังการของสายน้ำที่ไหลตกกระทบหน้าผาจนเกิดเสียงดังกึกก้องและละอองน้ำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า น้ำตกวิกตอเรียเกิดจากแม่น้ำแซมเบซี (Zambezi River) ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ โดยสายน้ำไหลผ่านหน้าผาหินบะซอลต์และตกลงสู่หุบเหวลึก มีความกว้างประมาณ 1.7 กิโลเมตร และมีความสูงเฉลี่ยระหว่าง 60-100 เมตร ทำให้เกิดม่านน้ำขนาดมหึมาที่สามารถมองเห็นละอองน้ำและไอน้ำได้จากระยะไกลหลายกิโลเมตร ความงดงามของน้ำตกวิกตอเรียไม่ได้มีเพียงสายน้ำอันยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสายรุ้งที่ปรากฏเหนือผืนน้ำตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็น จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวแอฟริกา รวมถึงช่างภาพจากทั่วโลก ในปี ค.ศ. 1989 น้ำตกวิกตอเรียได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO เนื่องจากมีคุณค่าทางธรรมชาติอันโดดเด่นระดับสากล ปัจจุบันน้ำตกแห่งนี้ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่ทั้งประเทศซิมบับเวและแซมเบีย กิจกรรมที่ใครมาน้ำตกวิกตอเรียก็ต้องห้ามพลาด! - ชมวิวจาก Victoria Falls National Park - ล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกบนแม่น้ำแซมเบซี - นั่งเฮลิคอปเตอร์ชมวิวมุมสูงของน้ำตก     2.ประเทศโมร็อกโก (Morocco) ประเทศโมร็อกโก หรือ ราชอาณาจักรโมร็อกโก (Kingdom of Morocco) เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวแอฟริกาเหนือ ด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างอาหรับ เบอร์เบอร์ และยุโรปได้อย่างลงตัว จึงทำให้การเที่ยวโมร็อกโกเต็มไปด้วยความแปลกใหม่และน่าประทับใจ โมร็อกโกตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีชายฝั่งติดทั้งมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของโลกที่สามารถสัมผัสบรรยากาศของทะเล ภูเขา และทะเลทรายได้ภายในประเทศเดียว ตั้งแต่เทือกเขาแอตลาสอันยิ่งใหญ่ ไปจนถึงทะเลทรายซาฮาราอันกว้างสุดสายตา นอกจากความงดงามทางธรรมชาติแล้ว โมร็อกโกยังมีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น เมืองเก่าอายุหลายร้อยปี และตลาดพื้นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสัน นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมตรอกซอกซอยของเมืองมาร์ราเกช (Marrakech) เมืองเฟซ (Fes) หรือเมืองสีฟ้าชื่อดังอย่างเชฟชาอูน (Chefchaouen) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในโลก สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานฝีมือและศิลปวัฒนธรรม การเที่ยวโมร็อกโกถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาด เพราะที่นี่เต็มไปด้วยตลาดงานคราฟต์ เครื่องหนัง พรมทอมือ เซรามิก และเครื่องเทศนานาชนิดที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชาวโมร็อกโกได้อย่างชัดเจน ไฮไลต์ท่องเที่ยวโมร็อกโกสุดฮิต! - เดินเล่นในเมืองสีฟ้า Chefchaouen - ขี่อูฐชมพระอาทิตย์ตกในทะเลทรายซาฮารา - ช้อปปิ้งในตลาดโบราณ Medina     3.เกาะมาดากัสการ์ (Madagascar) เกาะมาดากัสการ์

ทัวร์ออสเตรเลีย /

Sydney Opera House คืออะไร? ทำความรู้จักสัญลักษณ์ออสเตรเลียที่ไม่ควรพลาด

ดินแดนแห่งเสียงเพลงที่ถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกหอยยักษ์ริมอ่าวกับ Sydney Opera House! ถ้าพูดถึงอาคารที่สวยที่สุดในโลก ที่โดดเด่นไม่แพ้สิ่งมหัศจรรย์ใด ๆ บนโลกใบนี้ ต้องยกให้ ซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์ 🎭 สถานที่ท่องเที่ยวระดับตำนานแห่งเมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย ที่เต็มไปด้วยหลังคาโค้งสีขาวนวลเรียงซ้อนกันราวกับใบเรือที่กำลังแล่นออกสู่ทะเล ท่ามกลางวิวอ่าวฮาร์เบอร์สุดอลังการและแสงแดดแบบฉบับออสเตรเลีย บทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่แห่งแดนจิงโจ้ พร้อมพาไปส่องจุดเช็กอินสุดปัง มุมถ่ายรูปห้ามพลาด และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ใครได้มาเยือน Sydney Opera House แล้วต้องตกหลุมรักแน่นอน!!! 🐚 ประวัติความเป็นมาของ Sydney Opera House รู้ไหมว่า อาคารที่ดูเหมือนแค่หลังคาโค้งสีขาวริมอ่าวนี้ ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 14 ปี และงบบานปลายกว่า 14 เท่าของที่ตั้งไว้? Sydney Opera House ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวเดนมาร์ก และตั้งอยู่บริเวณปากอ่าวซิดนีย์ในฐานะศูนย์ศิลปะการแสดงอเนกประสงค์ระดับโลก นอกจากจะได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานชิ้นเอกด้านสถาปัตยกรรมแห่งศตวรรษที่ 20 และสัญลักษณ์ของออสเตรเลียแล้ว ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี พ.ศ. 2550 อีกด้วย แม้ภายนอกดูเรียบง่าย แต่เบื้องหลังคือวิศวกรรมชั้นสูง หลังคาโค้งประกอบด้วยคอนกรีตสำเร็จรูปกว่า 2,194 ชิ้น ปูทับด้วยกระเบื้องกว่า 1 ล้านแผ่นในลาย Chevron สองโทนสี ตัวอาคารตั้งบนเสาคอนกรีต 588 ต้นฝังลึกใต้ทะเล 25 เมตร และมีความสูงถึง 67 เมตร เทียบเท่าตึก 22 ชั้น สิ่งที่สร้างให้ Sydney Opera House ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่ขนาดหรือรูปทรง แต่คือความตั้งใจของคนนับพันที่ฝังเอาไว้ในทุกกระเบื้อง ทุกเสา และทุกเส้นโค้ง!!!     จุดไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด เมื่อมาเยือน Sydney Opera House 1. 🎵 โรงแสดงคอนเสิร์ต จุผู้ชมได้ถึง 2,679 ที่นั่ง และเป็นบ้านของวง Sydney Symphony Orchestra พร้อมไฮไลต์สำคัญคือไปป์ออร์แกนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีท่อมากกว่า 10,000 ท่อ 2. 🎭 โรงละครโจแอน ซัทเธอร์แลนด์ โรงละครแบบโปรซีเนียม จุผู้ชมได้ 1,507 ที่นั่ง เป็นเวทีหลักของคณะโอเปราและบัลเลต์ออสเตรเลียประจำซิดนีย์ 3. 🎬 โรงละครดราม่า พื้นที่ขนาดกลาง

ทัวร์ญี่ปุ่น /

ดินแดนสุดสวยที่ถูกปูด้วยพรมดอกไม้แห่งฤดูร้อน กับ Shikisai no Oka!

ดินแดนสุดสวยที่ถูกปูด้วยพรมดอกไม้แห่งฤดูร้อน กับ ชิกิไซ โนะ โอกะ! ถ้าพูดถึงทุ่งดอกไม้กลางฤดูร้อน ที่ออกดอกบานสะพรั่งและสวยไม่แพ้ที่ไหนในโลก ต้องยกให้ สวนชิกิไซ โนะ โอกะ🌸 สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแห่งเมืองบิเอะ ฮอกไกโด ที่เต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้นานาพันธุ์ ไล่เฉดสีราวกับพรมธรรมชาติผืนใหญ่บนเนินเขา ท่ามกลางวิวภูเขาสุดอลังการและอากาศบริสุทธิ์แบบฉบับฮอกไกโด   บทความนี้ Planet จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับทุ่งดอกไม้ชื่อดังแห่งฮอกไกโด พร้อมพาไปส่องจุดเช็กอินสุดปัง มุมถ่ายรูปห้ามพลาด และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ใครได้มา Shikisai no Oka แล้วต้องตกหลุมรักแน่นอน!! ประวัติความเป็นมาของทุ่งดอกไม้ชิกิไซ โนะ โอกะ เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมของเมืองบิเอะ ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ขึ้นชื่อเรื่องภูมิประเทศสวยงามและทุ่งนาอันกว้างใหญ่ ต่อมาได้มีการพัฒนาและปรับพื้นที่ให้กลายเป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของฮอกไกโด โดยใช้จุดเด่นของภูมิประเทศแบบเนินลาดและวิวเทือกเขาโทคาจิที่อยู่ด้านหลัง มาสร้างเป็นแลนด์มาร์กสุดงดงามที่โด่งดังไปทั่วโลก คำว่า “Shikisai” (四季彩) มีความหมายว่า “สีสันแห่งสี่ฤดู” ส่วน “Oka” (丘) แปลว่า “เนินเขา” รวมกันจึงหมายถึง “เนินเขาแห่งสีสันทั้งสี่ฤดู” ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าจะมาเที่ยวฤดูไหน ก็จะได้เห็นดอกไม้และธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไป ปัจจุบัน Shikisai no Oka กลายเป็นหนึ่งในจุดเช็กอินยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน ที่ดอกไม้จะบานสะพรั่งสวยที่สุด     จุดไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด เมื่อมาเยือน Shikisai no Oka 1. วิวทุ่งดอกไม้จากเนินเขา ไฮไลท์สำคัญของที่นี่คือวิวพาโนรามาของทุ่งดอกไม้หลากสี ที่ถูกจัดเรียงเป็นลวดลายสวยงามบนเนินเขากว้างสุดสายตา สามารถมองเห็นวิวธรรมชาติและภูเขาของฮอกไกโดได้แบบเต็มตา เป็นมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่ไม่ว่าจะถ่ายมุมไหนก็สวยเหมือนโปสการ์ด 2. เที่ยวชมรอบสวนด้วยรถบัสแทรกเตอร์ “ชิคิไซ โนโรกโกะ” อีกหนึ่งกิจกรรมยอดนิยมของักท่องเที่ยว ชมรอบสวนแบบชิล ๆ พาเที่ยวผ่านทุ่งดอกไม้หลากสี พร้อมชมวิวธรรมชาติของเมืองบิเอะแบบใกล้ชิด เหมาะสำหรับคนที่อยากเก็บบรรยากาศได้ทั่วทั้งสวนแบบสบาย ๆ 3. ฟาร์มอัลปาก้า ภายในสวนยังมีโซนฟาร์มอัลปาก้าสุดน่ารัก ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมและถ่ายรูปกับน้อง ๆ ได้อย่างใกล้ชิด ถือเป็นอีกหนึ่งมุมที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างหลงรัก 4. จุดเช็กอินสำคัญ “โรลคุง” มาสคอตสุดคิวท์จากฟางหญ้า หนึ่งในสัญลักษณ์ของ Shikisai no Oka ที่ใครมาแล้วต้องถ่ายรูปด้วย คือ “โรลคุง” มาสคอตก้อนฟางสุดน่ารัก ที่ถูกออกแบบจากฟางหญ้าม้วนขนาดใหญ่ กลายเป็นจุดเช็กอินยอดฮิตที่เพิ่มความคิวท์ให้กับบรรยากาศของทุ่งดอกไม้แห่งนี้ได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ   📌 เกร็ดความรู้อัปเดตล่าสุด ของ Shikisai no Oka 🌸 💴 ค่าเข้าชม  เดือนกรกฎาคม –

ทัวร์จีน /

เปิดโลกมรดกพันปี! ผาหินแกะสลักต้าจู๋ แห่งฉงชิ่ง ที่ต้องไปให้ได้สักครั้ง!!

เปิดโลกมรดกพันปี! ผาหินแกะสลักต้าจู๋ แห่งฉงชิ่ง ที่ต้องไปให้ได้สักครั้ง... วัดที่ซ่อนความยิ่งใหญ่ไว้ในผาหิน ศิลปะโบราณที่เล่าเรื่องศรัทธากว่าพันปี มรดกโลกที่เต็มไปด้วยความวิจิตรและความหมาย ที่นี่คือหนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต้องมาสัมผัสให้ได้สักครั้ง วันนี้ แพลนเนทฮอลลิเดย์ จะพาไปรู้จักกับสถานที่แห่งนี้ พร้อมบอกประวัติความเป็นมาของผาหินแกะสลักนับพันปีนี้กันค่ะ     ผาหินแกะสลักต้าจู๋  (Dazu Rock Carvings / 大足石刻) หนึ่งในมรดกโลกอันล้ำค่า สะท้อนศิลปะ ความเชื่อ และวัฒนธรรมจีนโบราณ ผ่านงานแกะสลักหินที่วิจิตรงดงามบนหน้าผาสูงตระหง่าน เป็นกลุ่มงานแกะสลักหินอายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี 🏛 ประวัติความเป็นมา ผาหินแกะสลักต้าจู๋ Dazu Rock Carvings เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 7 ในสมัยราชวงศ์ถัง และมีการสร้างต่อเนื่องยาวนานจนถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง (ราวศตวรรษที่ 13) ตั้งอยู่ในเขตต้าจู๋ ของฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ก่อนจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542) จุดกำเนิดของงานแกะสลักเหล่านี้มาจากแรงศรัทธาทางศาสนา โดยพระสงฆ์ ชาวบ้าน และชนชั้นปกครองในยุคนั้นร่วมกันสร้างสรรค์งานศิลปะบนหน้าผาหิน เพื่อใช้เป็นสื่อถ่ายทอดคำสอนแก่ผู้คน เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในอดีตไม่สามารถอ่านเขียนได้ ภาพแกะสลักจึงเปรียบเสมือน “ตำราธรรมะ” ที่เข้าใจได้ผ่านการมองเห็น เอกลักษณ์สำคัญของต้าจู๋ คือการผสมผสานแนวคิดของ 3 ศาสนา ได้แก่ พุทธศาสนา ลัทธิเต๋า และลัทธิขงจื๊อ เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน สะท้อนถึงความเชื่อ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของสังคมจีนโบราณได้อย่างลึกซึ้ง 📍 โซนท่องเที่ยวที่สำคัญของ Dazu Rock Carvings แบ่งออกเป็น 2 โซนหลักที่สำคัญ ได้แก่ 👇 ผาหินแกะสลักเขาเป่าติ่งซาน ( Baoding Mountain / 宝顶山 ) เป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของต้าจู๋ โดยเฉพาะผาหินแกะสลัก “พระโพธิสัตว์กวนอิมพันกรปิดทอง” ที่งดงาม อ่อนช้อย และละเอียดสมจริงจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นงานแกะสลัก     ผาหินแกะสลักเขาเป่ยซาน ( Beishan Rock Carvings / 北山石刻 ) เป็นบริเวณที่มีงานแกะสลักเก่าแก่ที่สุด เต็มไปด้วยพระพุทธรูปและเทพเจ้าหลากหลายอิริยาบถ สะท้อนพัฒนาการของศิลปะจีนในแต่ละยุคสมัยได้อย่างชัดเจน ทั้งรูปแบบ อารมณ์ และรายละเอียดทางศิลป์     🙏 ความศักดิ์สิทธิ์และการขอพร ผู้คนนิยมมาขอพร องค์พระโพธิสัตว์กวนอิมพันกรปิดทอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความเมตตา เชื่อกันว่า ทรงช่วยคุ้มครองและประทานพรในด้านความสำเร็จ

ทัวร์ฮ่องกง /

ไหว้ขอพรที่ วัดหว่องไท่ซิน วัดหวังต้าเซียน วัดดังฮ่องกง ขอความรัก โชคลาภ และสุขภาพ

                                        ไหว้ขอพรที่ Wong Tai Sin Temple วัดดังฮ่องกง ขอความรัก โชคลาภ และสุขภาพ ถ้าพูดถึง วัดดังในฮ่องกง ที่คนไทยรู้จักมากที่สุด หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ วัดหว่องไท่ซิน วัดหวังต้าเซียน แน่นอน วัดแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์จนมีคำพูดว่า “ขออะไรที่นี่ มักสมหวัง” จึงทำให้ทั้งชาวฮ่องกง นักท่องเที่ยว และสายมูจากทั่วโลก แวะเวียนมาขอพรกันตลอดทั้งปี วันนี้ แพลนเนทฮอลลิเดย์ จะพาไปรู้จักวัดแห่งนี้ พร้อมบอกว่ามาไหว้แล้วควรขอพรเรื่องอะไรบ้างค่ะ   🏮 วัดหวังต้าเซียน คือวัดอะไร? Wong Tai Sin Temple เป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่อบูชา “เทพเจ้าหวังต้าเซียน” เทพผู้มีชื่อเสียงเรื่องการรักษาโรค และการช่วยเหลือผู้คนให้สมหวังในสิ่งที่ขอ วัดนี้มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี และถือเป็นหนึ่งในวัดที่ชาวฮ่องกงให้ความเคารพมากที่สุด ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมจีนที่สวยงาม โดดเด่นด้วยวิหารสีแดง หลังคามังกร และบรรยากาศควันธูปที่ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไป 🙏 ภายใน Wong Tai Sin Temple มีองค์เทพอะไรบ้าง วัดนี้เป็นวัดที่รวมเทพหลายองค์จริง แต่หลักๆ จะมี 👇 เทพเจ้าหวังต้าเซียน  องค์ประธานของวัด เด่นเรื่องสุขภาพและการขอพรให้สมหวัง เจ้าแม่กวนอิม  เทพแห่งความเมตตา ขอพรเรื่องชีวิต ความสงบ และความคุ้มครอง เทพเจ้าหยุคโหลว / เทพเจ้าด้ายแดง  เทพแห่งความรัก ผูกดวงเนื้อคู่ ท่านขงจื้อ  เสริมเรื่องการเรียน การสอบ และสติปัญญา เทพเจ้าแห่งโชคลาภ เสริมดวงเงินทอง ธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้าชอบไหว้ มีศาลเฉพาะในวัด สามารถควบคุมธาตุต่าง ๆ และขจัดภัยพิบัติ เทพเจ้าขอลูก ขอพรเรื่องบุตร บริวาร ครอบครัว มีรีวิวสำเร็จสมหวังจากผู้ไหว้ แม้ไม่เด่นเท่าเทพอื่นแต่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม เทพเหวินชาง เทพแห่งการศึกษา สอบแข่งขัน งานราชการ นักเรียนนักศึกษามาขอพรให้ประสบความสำเร็จ  เทพเจ้าที่ / เทพคุ้มครอง  ดูแลพื้นที่ คุ้มครองชีวิตและความเป็นอยู่   ❤️ จุดดังของวัดนี้ – เทพเจ้าด้ายแดง หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ วัดหวังต้าเซียน โด่งดังมาก คือการมาขอพรกับ เทพเจ้าด้ายแดง เชื่อกันว่า เทพองค์นี้จะช่วยผูกดวงความรักให้กับคนที่มาขอพร

ทัวร์ยุโรป /

ตะลุย Keukenhof 2026: บุกสวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อัปเดตข้อมูลล่าสุดที่สายเที่ยวต้องรู้!

  ตะลุย Keukenhof 2026: บุกสวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อัปเดตข้อมูลล่าสุดที่สายเที่ยวต้องรู้! ถ้าพูดถึงแลนด์มาร์คที่สะกดสายตาคนทั้งโลกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ คงไม่มีที่ไหนเกินหน้า "สวนเคอเคนฮอฟ" (Keukenhof) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ไปได้เลยค่ะ! บทความนี้ Planet Holiday จะพาทุกคนไปสัมผัสความอลังการของสวนดอกไม้ที่ไม่ได้มีดีแค่ทิวลิปนับล้านต้น แต่ยังเป็นที่ที่รวมความโรแมนติก กลิ่นหอมอบอวล และสีสันที่สดใสราวกับภาพวาดเอาไว้ในที่เดียว ใครที่กำลังวางแผนทริปยุโรปในฝัน แล้วไม่อยากพลาดจังหวะที่ "ดอกไม้บานสวยที่สุด" เราสรุปเทคนิคและการเตรียมตัวฉบับปี 2026 มาให้แล้ว อ่านจบแล้วเตรียมแพ็คกระเป๋าได้เลยค่ะ! ไฮไลท์พิเศษสำหรับปี 2026 ในปีนี้ เคอเคนฮอฟฉลองครบรอบปีที่ 77 โดยมาในแนวคิด "Natural Beauty & Sustainability" ที่เน้นความงดงามตามธรรมชาติและการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน     ข้อมูลสำคัญที่ต้องปักหมุด วันเปิดสวน: 19 มีนาคม – 10 พฤษภาคม 2026 จำนวนดอกไม้: ปลูกหัวดอกไม้มากกว่า 7 ล้านหัว บนพื้นที่ 32 เฮกตาร์! ความหลากหลาย: มีทิวลิปมากกว่า 800 สายพันธุ์ และเส้นทางเดินเท้าชมสวนยาวรวมถึง 15 กิโลเมตร นิทรรศการห้ามพลาด: Tulpomania นิทรรศการที่เล่าความคลั่งไคล้ในดอกทิวลิปจนเคยมีราคาแพงกว่าทองคำ! วันพาเหรดดอกไม้ (Bloemencorso): วันที่ 18 เมษายน 2026 เตรียมกล้องให้พร้อม เพราะขบวนพาเหรดจะยิ่งใหญ่กว่าปีไหนๆ        Checklist 6 จุดห้ามพลาดที่สวนเคอเคนฮอฟ 1.กังหันลมโบราณ (The Windmill): จุดแลนด์มาร์คที่ต้องเช็คอิน! ขึ้นไปชมวิวมุมสูงมองเห็นทุ่งดอกไม้กว้างสุดลูกหูลูกตาและคลองขนาดเล็กที่ตัดผ่านทุ่งนา 2.ทางเดินหินกลางน้ำ (Stepping Stones): จุดถ่ายรูปยอดฮิต ให้ฟีลเดินอยู่บนผิวน้ำท่ามกลางดงดอกไม้ ถ่ายรูปออกมาดูเหงาๆ แต่แพงมาก! 3.บ้านกระต่ายมิฟฟี่ (Miffy): แวะแชะภาพกับมาสคอตเจ้าถิ่นสุดคิวท์ ต้นกำเนิดจากเนเธอร์แลนด์แท้ๆ เหมาะมากสำหรับครอบครัวที่มีเด็กๆ 4.ล่องเรือไฟฟ้า (Whisper Boat): นั่งเรือเงียบๆ ชมทุ่งทิวลิปของเกษตรกรแบบ Exclusive สัมผัสบรรยากาศความสงบที่หาไม่ได้จากในสวนหลัก 5.ปั่นจักรยานรอบนอก: เช่าจักรยานปั่นดู "พรมดอกไม้" สีรุ้งนอกเขตสวนหลัก ได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวสวนและทุ่งกว้างๆ แบบส่วนตัวกว่า 6.เรือนกระจก (Pavilions): ชมทิวลิปสายพันธุ์หายากและการจัดดอกไม้สุดอลังการในร่ม โดยเฉพาะที่ Juliana Pavilion ที่ปีนี้มีนิทรรศการพิเศษค่ะ     🔍 จุดเช็คอินสำคัญตามโซนในผัง: เน้นความงามตามธรรมชาติ (No Specific Theme): แตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมา

ทัวร์จีน /

ซากุระบานที่ภูเขาหยวนทง สวยอันดับต้น ๆ ของจีน อัปเดตช่วงเวลาที่ควรไป ล่าสุด 2026

     บทความนี้ planetholiday ขอพาทุกคนไปรู้จัก หนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยและฮิตที่สุดของคุนหมิง นั่นก็คือ ภูเขาหยวนทง 🌸 ทุก ๆ ปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่นี่จะเต็มไปด้วยดอกซากุระสีชมพูอ่อน บานสะพรั่งทั่วทั้งพื้นที่ จนกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมของคนที่อยากมาเที่ยวคุนหมิง และอยากเห็นซากุระในบรรยากาศที่แตกต่างจากญี่ปุ่น ถ้าคุณกำลังวางแผน ทริปคุนหมิง และกำลังสงสัยว่า ซากุระภูเขาหยวนทงบานช่วงไหน ไปเดือนไหนสวยที่สุด บทความนี้เราสรุปให้แบบเข้าใจง่าย อ่านจบรู้เรื่องเลยค่ะ     ภูเขาหยวนทง คือที่ไหน? ภูเขาหยวนทง (Yuantong Mountain) ตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองคุนหมิง  เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ชาวเมืองนิยมมาเดินเล่น พักผ่อน และชมอุทยานธรรมชาติที่เต็มไปด้วยศาลา ระเบียง สระน้ำ และเหล่านกสัตว์มากมาย จุดเด่นของที่นี่คือการผสมผสานระหว่าง สวนแบบจีนดั้งเดิม ทางเดินร่มรื่น และต้นซากุระจำนวนมาก  ด้วยอากาศของคุนหมิงที่เย็นสบายตลอดปี  ทำให้ซากุระที่ภูเขาหยวนทง บานเร็วและบานสวยเป็นพิเศษ     🌸 ช่วงเวลาไฮไลท์: "ทะเลดอกไม้สีชมพู" เดือนที่ควรไป: โดยปกติซากุระและดอกไห่ถัง (Begonia) ที่นี่จะบานสะพรั่งช่วง ปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนเมษายน และช่วงที่สวยที่สุด มักอยู่ใน ต้น–กลางเดือนมีนาคม ของทุกปีค่ะ   🍦 ไอศกรีมดอกซากุระ (Yuantong Cherry Blossom Ice Cream) เมื่อมาถึงภูเขาหยวนทง สิ่งหนึ่งที่จะเห็นนักท่องเที่ยวถือกันแทบทุกคนคือไอศกรีมแท่งดีไซน์สุดน่ารักที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดีไซน์สุดเก๋: ตัวไอศกรีมถูกออกแบบเป็นรูป ดอกซากุระ 5 กลีบ ที่แกะสลักลวดลายประณีต บางรุ่นอาจมีรูป ศาลาโบราณ หรือสถาปัตยกรรมสำคัญของวัดหยวนทงอยู่บนตัวไอศกรีมด้วย           คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ❓ ใช้เวลาเที่ยวประมาณกี่ชั่วโมง? ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง กำลังดี เดินชม ถ่ายรูป พักผ่อนแบบไม่เร่ง เหมาะกับการใส่ไว้ในโปรแกรมมาก ๆ   ❓ ผู้สูงอายุไปได้ไหม? ไปได้สบายค่ะ ทางเดินไม่ชันมาก เดินง่าย เป็นหนึ่งในจุดที่หลายโปรแกรม ทัวร์คุนหมิง เลือกใส่ไว้ เพราะเที่ยวได้ทุกวัย   ❓ ไปเองกับไปทัวร์ แบบไหนสะดวกกว่า? ถ้าอยากเที่ยวหลายจุดในเวลาจำกัด การเลือก ทัวร์คุนหมิงกับ planetholiday จะช่วยให้เที่ยวได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องวางแผนเอง เดินทางสะดวก และเก็บจุดไฮไลต์สำคัญได้ครบในทริปเดียว เพราะ นอกจากชมซากุระแล้ว ทริปคุนหมิงของเรายังพาไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของ 'วัดหยวนทง' ที่อยู่ใกล้กันอีกด้วย ครบจบในทริปเดียว!     ถ้าคุณอยากสัมผัสซากุระในงบประมาณที่คุ้มค่า เดินทางไม่นาน และได้รูปสวยแปลกตา ภูเขาหยวนทงในคุนหมิงคือคำตอบค่ะ เตรียมชุดสวยๆ ให้พร้อม แล้วไปเช็คอินกับ แพลนเนทฮอลลิเดย์

ทัวร์ยุโรป /

9 ของกินประจำตลาดคริสต์มาสยุโรปที่คุณต้องลอง! สัมผัสความมหัศจรรย์แห่งฤดูหนาวที่ห้ามพลาด

ช่วงปลายปีคือฤดูแห่งความสุขและมนต์เสน่ห์ของ ตลาดคริสต์มาสยุโรป (Christmas Market) ที่เต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ เสียงเพลงคริสต์มาส และกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและขนมอบ! และสิ่งที่ “พลาดไม่ได้เลย” หัวใจสำคัญของตลาดเหล่านี้คือ ของกินประจำตลาดคริสต์มาส ที่ทั้งอร่อย อบอุ่น และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะฤดูกาล หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศในฝันนี้ นี่คือ 9 เมนูเด็ดที่ Planetholidays รับรองว่า "ต้องลอง" เพื่อให้ทริปของคุณสมบูรณ์แบบที่สุด!   1. Glühwein (กลูไวน์): ไวน์ร้อนเพื่อคลายหนาว     ไม่มีอะไรบ่งบอกถึงตลาดคริสต์มาสได้ดีเท่า Glühwein อีกแล้ว เครื่องดื่มซิกเนเจอร์จากเยอรมนีนี้คือ ไวน์แดงร้อน ที่ปรุงรสด้วยเครื่องเทศคริสต์มาสแบบดั้งเดิม เช่น อบเชย กานพลู โป๊ยกั๊ก และเปลือกส้ม รสชาติเปรี้ยวอมหวาน หอมเครื่องเทศ อาจจะมีสูตรไม่เหมือนกันในแต่ละร้าน มีใส่ผลไม้สดอย่างส้มหรือแอปเปิ้ลลงไปเพิ่มรสหวานและกลิ่นหอมสดชื่นและมีแอลกอฮอล์เบา ๆ คือกลิ่นคริสต์มาสจริงๆ! จิบไปเดินไป รับรองอุ่นตั้งแต่คอถึงปลายเท้า         อยากได้เงินมัดจำคืน: ดื่มเสร็จแล้วเอาแก้วเปล่าไปคืนที่บูธเดิม หรือบูธที่มีป้าย "Pfandrückgabe"(คืนมัดจำ) คุณก็จะได้เงินคืนมา อยากเก็บแก้ว: เดินกลับบ้านพร้อมแก้วสวยๆ ได้เลย เท่ากับว่าคุณซื้อแก้วที่ระลึกในราคาค่ามัดจำนั่นเองค่ะ   2. Hot Chocolate (ฮอตช็อกโกแลต): เข้มข้น หวานมัน อุ่นใจ     สำหรับคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์หรืออยากเติมความหวานแบบจัดเต็ม Hot Chocolate (Heisse Schokolade) คือคำตอบที่ใช่ที่สุด เป็นช็อกโกแลตเข้มข้น ร้อนๆ บางร้านคือทำจากช็อกโกแลตแท้ๆ ไม่ใช่ผงสำเร็จรูป และมักจะเสิร์ฟพร้อม วิปครีม ฟูๆ หรือ มาร์ชแมลโลว์ อร่อยฟินสุดๆ กลิ่นช็อกโกแลตร้อนที่ลอยอบอวลในอากาศหนาว ๆ นี่แหละคือความสุขง่าย ๆ ของตลาดคริสต์มาส   การสั่งก็ใช้ระบบมัดจำแก้วเหมือน Glühwein   3. Bratwurst (บรัทเวิร์สท): ไส้กรอกย่างในตำนาน     หากพูดถึง อาหารคริสต์มาสยุโรป แบบอิ่มท้อง Bratwurst คือราชา! นี่คือ ไส้กรอกเยอรมัน ย่างบนเตาถ่านจนส่งกลิ่นหอม หนังกรอบ เนื้อฉ่ำ โดยทั่วไปจะเสิร์ฟในขนมปังโรลขนาดเล็ก (Brötchen) พร้อมกับซอสมัสตาร์ดรสจัด หรือซอสมะเขือเทศเข้มข้น เสียง "ฉ่าาา" จากเตาและกลิ่นควันหอม ๆ

ทัวร์จอร์เจีย /

Gergeti Trinity Church โบสถ์สวยกลางขุนเขา…ดินแดนสวรรค์แห่งเทือกเขาคอเคซัส

  Gergeti Trinity Church โบสถ์สวยกลางขุนเขา...ดินแดนสวรรค์แห่งเทือกเขาคอเคซัส Planetholidays ขอพาคุณออกเดินทางสู่หนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สวยงามที่สุดในจอร์เจีย กับการเยี่ยมชม Gergeti Trinity Church หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า Tsminda Sameba โบสถ์เก่าแก่อายุกว่า 700 ปี ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาคาสเบก (Kazbegi) ที่ความสูง 2,170 เมตร จากระดับน้ำทะเล ด้วยทิวทัศน์อันงดงามที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาคอเคซัส ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทางทั่วโลกที่ต้องการมาสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและสถาปัตยกรรมทางศาสนาไปพร้อมๆ กัน     ประวัติศาสตร์และความสำคัญ โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 โดยสถาปนิกผู้ไม่ประสงค์ออกนาม เพื่อใช้เป็นศาสนสถานและที่เก็บรักษาวัตถุมงคลอันล้ำค่าของชาติ โดยเฉพาะ ไม้กางเขนของนักบุญนีโน (Saint Nino) ที่เชื่อกันว่าช่วยปกป้องชาวจอร์เจียจากภัยรุกรานต่างๆ ปัจจุบัน Gergeti Trinity Church ยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจและถูกใช้ประกอบพิธีทางศาสนาของคริสตจักรออร์โธด็อกซ์มาจนถึงทุกวันนี้   ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด...สวรรค์บนดินแดนแห่งขุนเขา 1. โบสถ์เก่าแก่กลางทุ่งหญ้าสีเขียว เมื่อเดินทางมาถึง คุณจะพบกับภาพอันน่าทึ่งของโบสถ์ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง มองลงไปเบื้องล่างคือ หมู่บ้านสเตปันต์สมินดา (Stepantsminda) หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า คาซเบก (Kazbegi) หมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขาที่ได้สมญานามว่า "ดินแดนแห่งสวรรค์" ด้วยอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี และทัศนียภาพของทุ่งหญ้าสีเขียวที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาตัดกับท้องฟ้าสีคราม เป็นภาพความงามที่ยากจะลืมเลือน     2.ฉากหลังอันตระการตาของยอดเขา Kazbek โบสถ์ Gergeti Trinity Church ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขา Greater Caucasus ซึ่งเป็นแนวเทือกเขาสำคัญที่แบ่งระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป ที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับทิวทัศน์ 360 องศาของเทือกเขาอันยิ่งใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี เช่น ยอดเขาเอลบรุส (Elbrus) ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรป และยอดเขา Kazbek อันเป็นที่ตั้งของโบสถ์ เป็นจุดชมวิวที่นักเดินป่าและผู้รักธรรมชาติไม่ควรพลาด     3. สถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกับธรรมชาติ แทนที่จะใช้สถาปัตยกรรมที่หรูหราอลังการเหมือนโบสถ์ในยุโรปหลายแห่ง Gergeti Trinity Church ถูกสร้างด้วยหินแกรนิตที่หาได้จากท้องถิ่น ทำให้ตัวโบสถ์ดูเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาและสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างเป็นธรรมชาติ     ภายในโบสถ์มีอะไรให้ดู? แม้ภายนอกโบสถ์จะดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม แต่ภายในกลับเรียบง่ายและสงบเงียบตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมจอร์เจียโบราณที่สร้างจากหินแกรนิต โดยเน้นความขลังและศรัทธาเป็นหลัก สิ่งที่คุณจะเห็นได้ภายในโบสถ์คือ แท่นบูชาอันศักดิ์สิทธิ์: ที่ถูกใช้ประกอบพิธีทางศาสนามาอย่างยาวนาน ภาพเขียนฝาผนัง: แม้จะหลงเหลืออยู่ไม่มากนัก แต่ภาพวาดโบราณเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวทางศาสนาและความเชื่อ บรรยากาศอันเงียบสงบ: ที่เปิดโอกาสให้คุณได้นั่งพักสงบจิตใจและสัมผัสถึงความศรัทธาอันแรงกล้าของชาวจอร์เจีย   เที่ยวช่วงไหนดีที่สุด? ฤดูใบไม้ผลิ (พฤษภาคม-มิถุนายน): อากาศเย็นสบายกำลังดี เหมาะแก่การเดินป่าชมธรรมชาติ เพราะเป็นช่วงที่ดอกไม้บานสะพรั่งและภูเขากลับมาเขียวขจีอีกครั้ง ฤดูร้อน (กรกฎาคม-สิงหาคม): อากาศอบอุ่น แดดแรง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการชมวิวทิวทัศน์แบบชัดเจนไร้หมอก ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-ตุลาคม): บรรยากาศเริ่มเย็นลงและสวยงามเป็นพิเศษ เพราะต้นไม้เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองทองและแดง
line promotion2026