ทวีปยุโรป
/
TOP 10 TRAVEL
DESTINATIONS OF 2014
บริษัททัวร์คุณภาพ
เหนือด้วย...ราคา และคุณภาพ
ข่าวสาร
TOP 10 TRAVEL
DESTINATIONS OF 2014top101
นับถอยหลังเตรียมตัวออกไปค้นหาแรงบันดาลใจเติมพลังให้ชีวิต ผ่อนคลายจากความรีบร้อนวุ่นวาย แสวงหาประสบการณ์การเดินทางใน 10 จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจเหล่านี้
1.Norway
top102
:: ประเทศนอร์เวย์ มีเอกลักษณ์ที่น่าติดตามหลายสิ่ง นอกจากธรรมชาติสุดอลังการ อย่างฟยอร์ด(Fjord อ่าวแคบๆ ยาวๆ อยู่ระหว่างหน้าผาสูงชัน) ยังมีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติน่าตื่นตา เช่น Northern Lights (Aurora Borealis) แสงเหนือที่พบในค่ำคืนมืดมิดไร้เมฆหมอก ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ ในดินแดนใกล้เส้นอาร์กติกนอกจากนั้น ยังมี Midnight Sun ที่พระอาทิตย์ในหน้าร้อนไม่ลับหาย ทำให้ท้องฟ้าส่องสว่างตลอด 24 ชั่วโมง สามารถชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนได้ถึง 76 วัน ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ซึ่งจุดที่ชมนั้น ยิ่งขึ้นเหนือไปเท่าใด ก็ยิ่งเห็นได้มากเป็นต้นว่า Lofoten อันมียอดเขาและที่ราบริมฝั่งทะเล ที่ฝูงแกะเล็มหญ้าจากดินเจือสาหร่ายทะเล , เทือกเขาสูง Lyngen Alps ซึ่งมีน้ำตก Mollisfossen กับ Malselvfossen ที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นน้ำตกแห่งชาตินอร์เวย์ หรือนั่งเคเบิ้ลคาร์ที่ Tromso เพื่อชมพระอาทิตย์ลอยเด่นเหนือ Ringvassoya Island รวมถึงที่หน้าผา North Cape (Nordkapp) ซึ่งรัชกาลที่5 เสด็จประพาสเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2450
2.Hokkaido , Japan
top29
:: ฮอกไกโด เป็นทั้งจังหวัดและเกาะใหญ่ที่อยู่เหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น ล้อมรอบด้วยทะเลทุกด้าน แต่ความชื้นต่ำ ทำให้ฤดูร้อนแสนสบาย แม้ฤดูหนาวจะเย็นจัดติดลบมากแต่ก็ทดแทนด้วยการแช่น้ำร้อน กับกิจกรรมและกีฬาฤดูหนาวที่สนุกสุดแสน ขณะที่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงก็งดงามทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในทุกฤดูกาล
ดอกซากุระที่ฮอกไกโดบานช้ากว่าภูมิภาคอื่นในญี่ปุ่น จึงมาชมได้ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีทุ่งดอกทิวลิปให้ชมด้วย ดอกลาเวนเดอร์เริ่มแย้มปลายเดือนมิถุนายน สะพรั่งส่งกลิ่นหอมกรุ่นกลางกรกฎาคม จากนั้นถึงคิวของดอกทานตะวันและคอสมอส ซึ่งนักท่องเที่ยวมักขับรถเที่ยวมาจอดป้ายทุ่งดอกไม้หลากสีที่เมืองฟุราโนะ (Furano) ก่อนจะกินไอศกรีมรสลาเวนเดอร์ให้ชื่นใจ ส่วนเมืองเอกของฮอกไกโด คือ ซัปโปโร ก็มีเทศกาลฤดูหนาวที่มีรูปปั้นหิมะและการประดับประดาไฟระยิบระยับ มีอาหารทะเล โดยเฉพาะปู (Hanasaki Crab , Hairy Crab , Snow Crab , King Crab)
ทวีปยุโรป
/
วิธีเลือกที่นั่งบนเครื่องบิน นั่งตรงไหนดีที่สุด
บริษัททัวร์คุณภาพ
เหนือด้วย...ราคา และคุณภาพ
ข่าวสาร
เป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม หรือไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควรกับการเลือกที่นั่งบนเครื่องบิน เพราะคิดเอาเองว่านั่งตรงไหนก็เหมือนกัน หรือบางคนก็เลือกแค่ริมทางเดิน หรือ ริมหน้าต่าง โดยไม่ได้สนใจหรอก ว่าแท้จริงแล้ว เราควรนั่งตรงไหนกันแน่?
ผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการเลือกที่นั่งบนเครื่องบินค่อนข้างมากมาโดยตลอด และผมจะบอกให้รู้เลยว่า มันมีผลต่อความสะดวกสบายในการเดินทางมากครับ ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวบินสั้นหรือยาวแค่ไหน
และไม่ว่าจะเดินทางด้วยชั้นโดยสารไหนก็ตาม โดยเฉพาะ Economy Class ที่ผมบอกได้เลยว่า ความสบายของแต่ละที่นั่งในเครื่องบินลำเดียวกันนั้น มีความแตกต่างอย่างมาก (ทั้งๆ ที่จ่ายเท่ากันนะเออ)
ทำไมต้องเลือกที่นั่งก่อนเดินทาง?
รู้หรือไม่ ว่าบนเครื่องบินลำเดียวกัน ชั้นโดยสาร Economy เหมือนกัน อาจมีพื้นที่วางขา (leg room / seat pitch) ไม่เท่ากัน แล้วเราจะไปนั่งที่แคบทำไม ในเมื่อเราเลือกได้ฟรี?
รู้หรือไม่ ว่าที่นั่งบางที่ ปรับเอนได้น้อยกว่าที่นั่งอื่นๆ?
รู้หรือไม่ ว่าที่นั่งบางที่ ถึงจะเลือกติดหน้าต่างแล้ว แต่มันไม่มีหน้าต่าง!
รู้หรือไม่ ว่าที่นั่งบางที่ ต้องทนเสียงดังของรถเข็นและอุปกรณ์ขณะที่ Air Hostess กำลังเตรียมจะเสิร์ฟ
รู้หรือไม่ ว่าที่นั่งบางที่ อยู่หน้าห้องน้ำ และชอบมีคนมายืนรอเข้าห้องน้ำข้างๆ เราอยู่ตลอด แถมบางทีก็ต้องทนกลิ่นเหม็นจากห้องน้ำด้วย
แล้วทำไมเราจะไม่เลือกล่ะครับ ในเมื่อเราเลือกได้!
ก่อนที่จะไปเลือกที่นั่ง มีสิ่งสำคัญ 3 อย่างที่เราต้องรู้เกี่ยวกับการเดินทางของเราครับ
1) สายการบินนั้น อนุญาตให้เราเลือกที่นั่งได้หรือไม่?
สายการบินพาณิชย์ส่วนมาก สามารถให้เราเลือกที่นั่งได้เอง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายครับ ซึ่งเกินกว่าครึ่งของผู้โดยสารปัจจุบัน ไม่ได้เลือกที่นั่งด้วยตัวเองเลย รู้แค่ว่าจองๆ ซื้อๆ ไป ตอนเช็คอินเค้าให้นั่งตรงไหนก็นั่ง
หรือต่อให้ในหน้าเว็บมีผังที่นั่งให้เลือก ก็เลือกไปแบบไม่ได้สนใจอยู่ดี ว่าที่นั่งไหนถึงจะดีที่สุด ในขณะที่บางสายการบิน ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการเลือกที่นั่ง
โดยเฉพาะสายการบินโลว์-คอสต์ เช่น AirAsia เป็นต้น หรือ บางสายการบิน ก็อนุญาตให้เลือกที่นั่งได้ฟรี แต่ต้องทำรายการก่อนที่จะเดินทางอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เช่น นกแอร์
2) หมายเลขเที่ยวบิน
อันนี้ทุกคนน่าจะต้องทราบอยู่แล้ว ว่าเรากำลังจะเดินทางด้วยเที่ยวบินไหน ของสายการบินอะไร ก็ให้จดออกมาครับ เพราะเราจะต้องเอามาใช้กรอกในเว็บที่ผมจะกล่าวถึงในภายหลัง
3) เดินทางกี่คน?
เป็นปัจจัยต้นๆ ของการเลือกที่นั่งครับ เพราะเราก็ต้องอยากนั่งติดกับเพื่อนหรือครอบครัวของเราแน่ๆ ไม่ได้อยากไปนั่งติดกับใครก็ไม่รู้ ที่ต้องไปลุ้นอีกว่า นางจะตัวใหญ่ไหม หรือ นางจะตัวเหม็นแค่ไหน ซึ่งจำนวนคนที่เราจะเดินทางด้วย มีผลในการเลือกที่นั่งอย่างมากครับ เพราะผังที่นั่งของเครื่องบินในชั้น Economy ก็จะมีทั้งแบบ 2 ที่นั่ง, 3 ที่นั่ง
ทวีปเอเชีย
/
25 ประเทศที่คนไทยไม่ต้องขอวีซ่า
บริษัททัวร์คุณภาพ
เหนือด้วย...ราคา และคุณภาพ
ข่าวสาร
รายชื่อประเทศยุโรปที่สามารถใช้ แชงเก้นวีซ่า (Schengen Visa)
เชงเก้นวีซ่า (Schengen Visa) ใช้ได้กับประเทศแถบยุโรปที่เป็นสมาชิก เชงเก้นวีซ่า (Schengen Visa) เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยว ที่เดินทางไปเที่ยวยุโรป หลายประเทศต่อเนื่องกันในทริปเดียว โดยสามารถยื่นคำร้องขอเชงเก้นวีซ่า (Schengen Visa) แบบเดินทางเข้า - ออกครั้งเดียว (Single entry) หรือเดินทางเข้า - ออกหลายครั้ง (Multiple entry) ก็ได้ แต่ทั้งนี้รวมเวลาที่พำนักทั้งหมดแล้ว ต้องไม่เกิน 90 วัน ภายในระยะเวลา 6 เดือน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่เดินทางเข้าประเทศในกลุ่มสัญญาเชงเก็น (Schengen)
การทำเชงเก้นวีซ่า (Schengen Visa) จะทำให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องเสียเวลายื่นวีซ่าขอเข้าประเทศ กับทุกๆ ประเทศที่จะเดินทางเข้าไปเที่ยว มีเพียง เชงเก้นวีซ่า (Schengen Visa) ก็สามารถเข้าได้ทุกประเทศที่เป็นสมาชิก Schengen สำหรับ เชงเก้นวีซ่า (Schengen Visa) นั้น ให้ยื่นคำร้องขอวีซ่าต่อสถานทูตของประเทศที่ จะเดินทางเข้าไปเป็นประเทศแรกที่ผู้เดินทาง เดินทางไปถึงยุโรป (ตัวอย่างเช่น เดินทางไป อิตาลี - สวิส - ฝรั่งเศส ประเทศที่จะออก เชงเก้นวีซ่า (Schengen Visa) ให้คือ ประเทศ อิตาลี) และต้องเป็นประเทศที่พำนักนานที่สุด แต่ถ้าพำนักในแต่ละประเทสเท่ากันให้ยื่นประเทศแรกที่เข้า
ปัจจุบัน เขตเชงเก็นประกอบด้วยประเทศในยุโรป 26 ประเทศ ในจำนวนนี้มี 22 ประเทศ ที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้ง 26 ประเทศนี้มีนโยบายด้านวีซ่าร่วมกัน ซึ่งหมายความว่า จะไม่มีการขอตรวจวีซ่าที่ชายแดนของแต่ละประเทศ
“ประเทศเชงเก็น” ทั้ง 26 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยี่ยม สาธารณรัฐเชก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี อิตาลี ลัตเวีย ลิธัวเนีย ลักเซมเบิร์ก มอลตา เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส สโลวัก สโลวีเนีย สเปน และสวีเดน และอีกสามประเทศนอกสหภาพยุโรปได้แก่ นอร์เว ไอซ์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และลิกเตนสไตน์
บุคคลที่ได้รับวีซ่าเชงเก็นสำหรับประเทศที่กล่าวไว้ข้างต้น
ทัวร์เขมร
/
สุดยอดปราสาทพลาดไม่ได้
เมืองพระนคร... นครวัด...นครธม สามชื่อที่ผู้คนอาจสับสนว่าหมายถึง ปราสาทไหนกันแน่
.....นครวัด หรืออังกอร์วัด หมายถึง ปราสาทขนาดใหญ่ที่สร้างโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 มีบารายหรือคูน้ำล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ครองพื้นที่มากกว่า 1 กิโลเมตร
.....นครธม หรืออังกอร์ธม แปลว่า เมืองใหญ่หรือเมืองหลวง เป็นอาณาบริเวณที่อยู่ทางเหนือของนครวัด มีกำแพงและบารายล้อมรอบทั้งสี่ด้าน กำแพงทุกด้านมีซุ้มประตูเข้าเมือง ซึ่งมีปรางค์รูปใบหน้าอยู่เหนือประตู ภายในอาณาเขตกำแพงมีปราสาทน้อยใหญ่หลายหลัง โดยมีปราสาทบายอนเป็นศูนย์กลาง
.....ส่วนคำว่า เมืองพระนคร หรือเมืองพระนครหลวง หมายถึง เมืองหลวงของอาณาจักรเขมรโบราณ ซึ่งมีทั้งหมดสี่เมืองซ้อนกันอยู่ในบริเวณนี้ตามลำดับการสร้างอาณาจักรคือ
.....- เมืองพระนครหลวงแห่งแรกมีศูนย์กลางอยู่บริเวณพนมบาแค็ง เรียกว่า "ยโศธรปุระ"
.....- เมืองพระนครหลวงแห่งที่ 2 อยู่บริเวณปราสาทแม่บุญตะวันออก มีศูนย์กลางคือ ปราสาทแปรรูป
.....- เมืองพระนครหลวงแห่งที่ 3 เชื่อว่า อยู่แถวปราสาทบาปวน
.....- สุดท้ายย้ายมาสร้างนครธม ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ปราสาทบายอน นับเป็นเมืองสุดท้าย
.....ดังนั้น "เมืองพระนคร" ในปัจจุบันจึงหมายถึงปราสาทน้อยใหญ่ทุกปราสาท ที่อยู่ในอาณาบริเวณตั้งแต่บารายตะวันตกถึงบารายตะวันออก และเหนือปราสาทพระขรรค์ลงมาจนถึงแนวป่าด้านใต้ของนครวัด ซึ่งก็คือ "อุทยานประวัติศาสตร์เมืองพระนคร" (Angkor Archaeological Park) ที่ได้รับเลือกเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2535 ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 16 ที่เมือง ซานตาเฟ สหรัฐอเมริกา เป็นมรดกโลกลำดับที่ 668
.....สุดยอดปราสาทพลาดไม่ได้ที่นักท่องเที่ยวต้องชมเป็นลำดับแรก เมื่อเดินทางมาถึงเมืองพระนครแล้ว ได้แก่ ปราสาทนครวัด , ปราสาทบายอน, ปราสาทบันทายสรี
ทัวร์เขมร
/
ปราสาทนครวัด
รูปแบบศิลปะ : นครวัด ปีที่สร้าง : พ.ศ. 1656 สมัย : พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
ช่วงเวลาควรไป : ก่อน 6 โมงเช้า เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นหลังหมู่ปราสาท และหลังบ่าย 3 โมง
ที่ตั้ง : ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบ 4 กิโลเมตร
.....หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งสร้างขึ้นในครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 17 เพื่ออุทิศถวาย แด่พระวิษณุหรือพระนารายณ์ เทพเจาสูงสุดแห่งลัทธิไวษณพนิกาย ปรากฏชื่อปราสาทในจารึกว่า "พระพิษณุโลกหรือวิษณุโลก" ส่วนชื่อ นครวัดเป็นชื่อที่เรียกกันภายหลัง นครวัดเป็นปราสาทแห่งเดียวในเมืองพระนครที่สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก บรรดาทัวร์นครวัดทั้งหลายจึงมักพาไปชมนครวัดในเวลาบ่าย เพื่อให้แสงจากทิศตะวันตกส่องกระทบด้านหน้าปราสาทเต็มที่ เป็นบรรยากาศที่เหมาะสำหรับการถ่ายรูป
มหาปราสาทนครวัด มองจากทิศตะวันตก
.....การนำชมนี้จะแบ่งบริเวณที่น่าสนใจเป็นห้าจุด ได้แก่
.....- บริเวณโคปุระกลางที่กำแพงชั้นนอก
.....- ระเบียงคดชั้นแรก : ชมภาพแกะสลักยาวที่สุดในโลก
.....- มุขกระสัน เชื่อมระเบียงคดชั้นแรกและชั้นที่ 2
.....- ระเบียงคดชั้นที่ 2 : ชมนางอัปสรา
.....- ระเบียงคดชั้นที่ 3 : สู่ที่ประทับของเทพ
.....นครวัดมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว 1,300 เมตร และ ยาวราว 1,500 เมตร รวมพื้นที่ทั้งหมดถึง 1.9 ล้านตารางเมตร มีบารายหรือคูน้ำขนาดกว้าง 190 เมตร ยาวด้านละ 1,900 เมตร ล้อมรอบ ทั้งสี่ด้าน ทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทางเข้าด้านหน้ามีสะพานนาคข้ามบาราย ทอดตรงเข้าไปสู่ตัวปราสาท เมื่อข้ามบารายไปแล้ว จะพบกำแพงชั้นนอกสุด ล้อมรอบตัวปราสาท มีซุ้มประตูหรือเรียกว่าโคปุระอยู่ด้านหน้า
บริเวณโคปุระกลางที่กำแพงชั้นนอก
.....เมื่อเดินเข้าไปในโคปะรุ ก่อนจะมุ่งตรงสู่ตัวปราสาทตามทางเดินหินขนาดใหญ่เบื้องหน้า มีสิ่งน่าชมก่อนในบริเวณนี้ คือ
.....เทวรูปแปดกร
.....อยู่ทางด้านขวาของโคปุระ ประดิษฐานเทวรูปขนาดใหญ่ราวสองเท่าตัวคน แต่เดิมเชื่อว่า เป็นเทวรูปพระวิษณุหรือพระนารายณ์ แต่ปัจจุบันนักวิชาการลงความเห็นว่า น่าจะเป็นพระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร เพราะเป็นศิลปะแบบบายอน อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นยุคหลังจากสร้างนครวัด ทั้งยังมีแปดกร และบนพระเศียรมีร่องรอยแกะสลักสัญลักษณ์
พระอามิตาภะพุทธประดับอยู่
.....อัปสราเผยยิ้ม
.....ออกจากโคปุระชั้นแรกเดินไปด้านขวาตามขอบหินที่มุมผนังจะพบนางอัปสราสวมมงกุฎ และเครื่องทรงตามแบบศิลปะนครวัด ลักษณะต่างจากอัปสราตนอื่นทั้งหมด เพราะเผยยิ้มเต็มหน้า มองเห็นฟันจะแจ้ง เชื่อว่าเป็นอัปสราตนเดียวในนครวัดที่ยิ้มเห็นฟัน
.....สะพานนาค
.....คือทางเดินหินขนาดใหญ่มุ่งตรงไปยังตัวปราสาท เปรียบเหมือนสะพานสายรุ้งที่ทอดยาวไปสู่เขาพระสุเมรุตามคติความเชื่อของฮินดู ผ่านบรรลัยที่ตั้งขนาบอยู่ทั้งสองด้าน
ทัวร์เขมร
/
ปราสาทบายน
รูปแบบ : บายน ปีที่สร้าง : พ.ศ. 1724 สมัย : พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ช่วงเวลาควรไป : ก่อน 10 โมงเช้าเพื่อชมภาพสลักที่ระเบียงคดทิศตะวันออกและทิศใต้ ส่วนองค์ปรางค์ทั้งหมดชมได้ตลอดวัน
ที่ตั้ง : ห่างจากปราสาทนครวัด 3.5 กิโลเมตร และห่างจากประตูนครธมด้านทิศใต้ 1.5 กิโลเมตร
....."ข้าพเจ้าแหงนหน้าขึ้นไปยังปราสาทที่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่ ซึ่งทำให้ตัวเองรู้สึกเหมือน คนแคระ และทันทีทันใด เลือดในตัวข้าพเจ้าก็เกิดเย็นแข็งขึ้นมา เมื่อมองเห็นรอยยิ้มขนาดมหึมา ที่กำลังมองลงมายังข้าพเจ้า แล้วก็รอยยิ้มซึ่งเหนือกำแพงอีกด้านหนึ่ง แล้วก็รอยยิ้มที่สาม ที่สี่ ที่ห้า แล้วก็ที่สิบ ปรากฏจากทุกสารทิศ ข้าพเจ้ามีความรู้สึกเหมือนมีตาคอยจองมองอยู่ทุกทิศทาง"
.....นี่คือข้อความในบันทึกของ ปิแอร์ โลตี นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามานครธมเมื่อประมาณ พ.ศ. 2455 บรรยายภาพปราสาทบายอนที่ได้เห็นเป็นครั้งแรกไว้อย่างน่าตื่นเต้น
.....เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราบปรามและขับไล่พวกจามที่มายึดครองเมืองพระนครออกไปได้ จึงทรงสถาปนาพระนครหลวงขึ้นมาใหม่ ณ บริเวณเดิม เรียกกันในภายหลังว่า "นครธม" โดยสร้างประตูเมืองห้าประตู กับกำแพงเมืองยาวด้านละ 12 กิโลเมตรขึ้นมาใหม่ และโปรดให้สร้างปราสาทหลังใหม่ขึ้นมา เป็นศูนย์กลางของเมืองในราว พ.ศ. 1743 มีขนาดใหญ่และอลังการยิ่งกว่าปราสาทใดๆ ที่เคยสร้างมา จะเป็นรองก็คงแต่เพียงนครวัดเท่านั้น รู้จักกันภายหลังในชื่อปราสาทบายอน
.....แม้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะปวรารณาตนเป็นพุทธฝ่ายมหายาน แต่ปราสาทบายอนก็ยังสร้างขึ้นแทนภูเขาศูนย์กลางจักรวาล หรือเขาพระสุเมรุนั่นเอง ปราสาทบายอนเป็นปราสาทแห่งเดียวที่ไม่มีกำแพง แต่ใช้กำแพงเมืองแทน ขนาดวัดจากระเบียงนอกสุดกว้าง 156 เมตร และยาว 141 เมตร ความสูงที่ยอดของปรางค์องค์กลาง ซึ่งสูงที่สุดประมาณ 72 เมตร
.....ที่มาของชื่อบายอน
.....ชื่อ "บายอน" มีการสันนิษฐานกันไว้หลายแนวทาง บ้างว่า เรียกเพี้ยนมาจากภาษาฝรั่งเศสว่า "บายอง" (banyan) ซึ่งหมายถึงต้นไทร เพราะเชื่อว่า เมื่อนักสำรวจฝรั่งเศสเข้ามาที่นี่ใหม่ๆ ทั่วองค์ปราสาทปกคลุมด้วยป่า โดยเฉพาะต้นไทรฝรั่งเศสจึงเรียกว่า "ปราสาทต้นไทร" ส่วนในนิราศนครวัด ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรียกว่า "ปราสาทบรรยงก์" ซึ่งหมายถึงพระที่นั่งในพระราชวัง และหากไม่เป็นการอธิบายด้วยหลักการพ้องเสียงแล้ว ก็คงมีที่มาจากพงสาวดารที่กล่าวถึงพระเจ้าปราสาททอง ให้ช่างออกไปถ่ายแบบปราสาทหินที่เมืองพระนครหลวง มาสร้างที่กรุงศรีอยุธยา
ทัวร์เขมร
/
ประวัติศาตร์กัมพูชา อาณาจักรขอม
.....* ยุคก่อนประวัติศาสตร์
.....หม้อดินในถ้ำลางสเปียนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา เป็นหลักชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า ผืนแผ่นดินแถบนี้มีผู้คนอยู่อาศัยมาตั้งแต่ 4,200 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนประเด็นที่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ มาจากไหน มีรูปร่างหน้าตาและชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ยังเป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่ยุติ บ้างก็ว่า น่าจะเป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากจีน บางสำนักบอกว่า มาจากอินเดีย ขณะที่นักวิชาการบางคนเชื่อว่า น่าจะมาจากหมู่เกาะในเอเชียอาคเนย์มากกว่า
.....แม้ประเด็นต่างๆ ดังที่กล่าวมาจะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ก็มีหลักฐานอื่นๆ ที่แสดงว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ค่อนข้างมีวิวัฒนาการล้ำหน้า นักวิจัยระบุว่าดินแดนแถบนี้ เป็นภูมิภาคแรกที่รู้จักการปลูกข้าวและทำเครื่องมือสำริด
.....ปัจจัยที่เอื้อต่อการก่อตั้งชุมชนและพัฒนาอารยธรรมให้เจริญก้าวหน้า อาจมาจากการที่แผ่นดินแถบนี้มีการความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเป็นชุมชนเกษตรกรรม ทั้งการเพาะปลูกและจับปลา อีกทั้งยังเป็นทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลจีนใต้ และอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางการค้าระหว่างจีน เอเชียใต้ และตะวันออกกลาง ล้วนเกื้อกูลต่อพัฒนาการในอดีต และปรากฏชัดนับจากคริสต์ศตวรรษที่ 1 เป็นต้นมา
.....* อาณาจักรยุคแรก
.....มีตำนานของกัมพูชาที่เล่าขานถึงต้นกำเนิดของประเทศว่า วันหนึ่งพรามหมณ์เกาฑิณยะ ผู้มีธนูวิเศษได้ปรากฏกายที่ชายฝั่งแถบนี้ ธิดาพญานาคพายเรือมาต้อนรับ แต่เกาฑิณยะใช้ธนูยิงเรือ เจ้าหญิงนาคตกพระทัย จึงทรงยินยอมอภิเษกสมรสกับพราหมณ์ ก่อนวันเข้าพิธีสมรส เกาฑิณยะถวายเครื่องทรงให้เจ้าหญิง ส่วนพญานาคก็ตอบแทนด้วยการดื่มน้ำที่ท่วมแผ่นดินจนแห้ง และสร้างเมืองให้พระชามาดา (ลูกเขย) และเรียกชื่ออาณาจักรนี้ว่า กัมโพช
.....สิ่งที่ตำนานนี้ให้แก่เราก็คือ ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 3 ชาวจีนชื่อ คังไถ ได้บันทึกตำนานพญานาคนี้ไว้จากคำบอกเล่าของคนพื้นเมือง ทำให้พอเห็นเค้าลางว่าดินแดงแถบนี้มีการรับวัฒนธรรมจากอินเดีย เพราะทั้งตำนาพญานาค และชื่อ กัมโพชมีที่มาจากอินเดีย แต่ไม่มีหลักฐานอื่นที่จะชี้ชัดว่ามีจุดเริ่มต้นเมื่อไร โดยวิธีการใด และมีพัฒนาการอย่างไรในแต่ละช่วงเวลา
.....สิ่งที่สะท้อนการรับวัฒนธรรมอินเดียชัดเจนตั้งแต่ครั้งอดีต ได้แก่ วัฒนธรรมความเชื่อที่แสดงออกโดยการก่อสร้างเทวสถาน และศิวลึงค์ไว้ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อบวงสรวงบูชาเวลาประกอบพิธีกรรม เชื่อกันว่าการบูชาศิวลึงค์จะทำให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมที่ยังพบได้ทั้งในอินเดียปัจจุบัน มีการนับถือผีบรรพบุรุษและเทพเจ้าที่เกี่ยวข้อง กับการกสิกรรม
.....จนกระทั่งถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวนาในกัมพูชายังคงสวมเสื้อผ้า แบบอินเดีย มีวิถีชีวิตคล้ายชาวอินเดีย เช่น การเปิดข้าวด้วยมือ การเทินของบนศีรษะ การโพกศีรษะและนุ่งผ้าถุง อีกทั้งเครื่องดนตรี เครื่องประดับ วรรณกรรม และตำรับตำราต่างๆ ก็เป็นแบบอินเดีย
.....ฟูนันไม่เพียงเป็นอารยธรรมที่เจริญขึ้นในยุคแรกๆ ราว คริสต์ศตวรรษที่ 1-6 ในดินแดนแถบนี้ แต่ยังถือเป็นอาณาจักรเก่าแก่ อันดับต้นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตำนานของฟูนันปรากฏครั้งแรกในบันทึกของข้าราชการจีน รวมทั้งเรื่องราวประวัติศาสตร์กัมพูชาที่เกี่ยวกับฟูนัน ส่วนใหญ่มาจากหลักฐานของชาวจีน เพราะในพื้นที่ซึ่งถูกระบุว่าเป็นอาณาจักรฟูนันนั้น แทบไม่เหลือร่องรอยใดๆ ไว้ให้ศึกษา นอกจากหลักฐานโบราณคดีชิ้นเล็กๆ และซากปรักหักพังของเมืองออกแล้ว ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเมืองหลวงของฟูนันที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตจังหวัดอันยาง
เหรียญฟูนัน : ร่องรอยเมืองท่ายุคโบราณ
.....ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คณะนักโบราณคดีได้ขุดค้นซากปรักหักพังของเมืองท่าค้าขายโบราณบนดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำใกล้หมู่บ้านออกแก้วของประเทศเวียดนาม พบเหรียญเงินอายุราวคริสต์ศตวรรษที่
ทัวร์เขมร
/
ขอม คือ ชื่อทางวัฒนธรรม
.....สันนิษฐานว่า ขอม มาจากคำว่า ขะแมร์-กรอม (ที่แปลว่าใต้) เมื่อพูดเร็วๆ จึงกลายเป็น "ขอม" ขอมนั้นมิได้หมายถึงชนชาติทว่าเป็นชื่อทางวัฒนธรรม หมายถึง คนกลุ่มหนึ่งที่อยู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา นับถือศาสนาฮินดูหรือพุทธมหายานทางใต้ของแคว้นสุโขทัย อาจจะหมายถึง พวกละโว้ (ลพบุรี) เอกสารทางล้านนา เช่น จารึกและตำนานต่างๆ ล้วนระบุสอดคล้องกันว่า ขอมคือ พวกที่อยู่ทางใต้ของล้านนาในสมัยอาณาจักรสุโขทัย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนอธิบายไว้ว่าขอมเป็นพวกนับถือฮินดูหรือพุทธมหายาน ใครที่เป็นฮินดู หรือพุทธมหายานเป็นได้ ชื่อว่า ขอมทั้งหมด
.....ซัวสเดยพนมเปญ
.....กรุงพนมเปญเป็นเมืองหลวงของกัมพูชา และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งอยู่ในบริเวณที่แม่น้ำสายมาบรรจบกัน ได้แก่ แม่น้ำโขงตอนบน แม่น้ำโขงตอนล่าง แม่น้ำบาสสัก และแม่น้ำโตนเล จึงเป็นที่เรียกขานกันว่า เมืองจัตุรมุข
.....ครั้งหนึ่งเมืองจัตุรมุขแห่งนี้ เคยได้ชื่อว่า ไข่มุกแห่งเอเชีย ด้วยเป็นเมืองที่อาณานิคมฝรั่งเศสออกแบบก่อสร้างและวางผังเมืองไว้อย่างสวยงามที่สุดในอินโดจีนช่วงทศวรรษ 1920 โดยมีถนนสายกว้างตัดผ่านกันหลายสาย นอกจากเป็นศูนย์กลางการบริหารของประเทศแล้ว กรุงพนมเปญยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยพนมเปญ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของกัมพูชา เปิดสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และภาษาต่างประเทศ พนมเปญยังเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของกัมพูชานอกเหนือจากเสียมเรียบ แลกำปงโสม (สีหนุวิลล์) ด้วย
.....หลังถูกทัพสยามตีแตกในปี ค.ศ. 1353 กษัตริย์เขมรองค์ต่างๆ ตัดสินใจย้ายเมืองหลวงหลายครั้ง กว่าจะสถาปนากรุงพนมเปญเป็นเมืองหลวงอย่างถาวรในปี ค.ศ. 1866 นับจากนั้นเป็นต้นมา พนมเปญก็ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาพร้อมกับประวัติศาสตร์ของกัมพูชา ตั้งแต่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองเป็นอาณานิคม มาจนถึงยุคของเขมรแดงที่กวาดต้อนชาวพนมเปญออกไปทำไร่ทำนาตามท้องถิ่นชนบท จนเมืองหลวงแห่งนี้โล่งร้าง แต่ก็มีสถานที่สำคัญหลายแห่งในพนมเปญที่รัฐบาลพอล พต ฝาเรื่องราว ไว้ให้เป็นมรดกสำหรับการท่องเที่ยว เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่อุบัติขึ้นในครั้งนั้น
.....ความงดงามของพนมเปญคือ เคหสถาน อาคารที่ทำการราชการและอาคารพาณิชย์ที่ประดุจกระจกสะท้อนสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคมหรือที่เรียกว่า สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับการปรับปรุงให้เป็นร้านอาหารแบบคลาสสิก แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกปล่อยให้ทรุดโทรม ย่านใจกลางเมืองบนถนนสายหลักจะเป็นคฤหาสน์หลังโต ที่มีรั้วรอบขอบชิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของผู้มีตำแหน่งในรัฐบาลหรือนักธุรกิจ ขณะที่ในซอยเล็กๆ ไม่ไกลกันจะมีประชาชนอยู่อย่างแออัดในบ้าน หลังเล็กๆ ขัดแย้งกับภาพที่เห็นบนถนนสายหลักโดยสิ้นเชิง
.....นอกจากนี้ในพนมเปญยังประกอบด้วยตลาด 2 แห่งที่น่าสนใจแห่งแรก คือ ตลาดใหม่ หรือตลาดพาซาร์ธเมย เป็นอาคารทรงกลมกว้างใหญ่แบบอาร์ตเดโก มีเพดานสูง อาคารมีปีก 4 ด้าน สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1937 สมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส จำหน่ายสินค้าสารพัดชนิด อีกตลาดหนึ่ง
ทัวร์เขมร
/
ที่มาของชื่อพนมเปญ
.....มีตำนานพื้นบ้านกล่าวว่า เมื่อราวหกร้อยปีก่อน เศรษฐีนีชาวเขมรผู้หนึ่งชื่อเพ็ญ พบพระพุทธรูปลอยน้ำมาเกยฝั่งหลายองค์ ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าในพระพุทธศาสนา นางจึงสร้างวัดขึ้นบนยอดเขาที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเปล่านั้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเหล่านั้น แม้เขาลูกนั้นจะสูงเพียง 27 เมตร แต่ก็ถือเป็นเขาที่สูงที่สุดในละแวดนี้ จึงเรียกกันเรื่อยมาว่า พนมเปญ ซึ่งแปลว่า เขายายเพ็ญ ส่วนวัดที่ยายเพ็ญสร้างก็คือ วัดพนม
.....* พระราชวังหลวง พระที่นั่ง และวัดพระแก้ว
.....พระราชวังหลวงหรือพระราชวังเขมรินทร์แห่งนี้ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโตนเลซาบ พบพื้นที่เดิมของป้อมบันเตีย เคฟ ด้านหน้าวังมีสนามหญ้าเขียวขจีคล้ายท้องสนามหลวงในกรุงเทพฯ นับได้ว่า เป็นพระบรมมหาราชวังที่ตั้งอยู่บนทำเลที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง มองเห็นทิวทัศน์ได้ในมุมกว้าง
.....พระราชวังเขมริทร์เป็นสถานที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดมสีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา สร้างขึ้นโดยความช่วยเหลือของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1866 และ ได้รับการบูรณะ โดยเสริมคอนกรีตบางส่วนในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
.....ลักษณะโดยรวมของพระราชวังเขมรินทร์มีความคล้ายคลึงกับพระบรมมหาราชวังของไทย งดงามวิจิตรด้วยสถาปัตยกรรมและศิลปะที่มีเอกลักษณ์อันงดงามอ่อนช้อย มียอดเป็นพระปรางค์ยอดเดียว
.....บริเวณทางเข้าพระราชวังประดับประดาด้วยโบราณสถานและโบราณวัตถุศิลปะเขมรตั้งเรียงรายตลอดทาง บานพระทวารและบานพระแกลแกะสลักด้วยลวดลายประณีตและลงรักปิดทองอย่างสวยงาม อาคารที่ประทับแยกสถานที่อื่นๆ ของพระราชวังด้วยกำแพงและตั้งอยู่ใกล้ๆ กับท้องพระโรง
.....พระที่นั่งเทวาวินิจฉัย
.....พระที่นั่งแห่งนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเช่นเดียวกับสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ในพระราชวัง มีผังเป็นรูปกากบาท และมียอดปราสาท 3 ยอด ประดับด้วยพรหม 4 หน้า โดยได้อิทธิพลมาจากปราสาทบายนที่เมืองพระนคร ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเกียรติ์อันงดงาม พระที่นั่งเทวาวินิจฉัยเป็นสถานที่ที่กษัตริย์กัมพูชาออกว่าราชการและเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงขุนนางข้าราชบริพารมาปรึกษาราชการบริหารแผ่นดิน นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในงานพระราชพิธีต่างๆ เช่น พระราชพิธี ขึ้นครองราชย์ พระราชพิธีอภิเษาสมรส เสด็จออกรับสาส์นตราตั้งจากเอกอัคราชทูตของต่างชาติ รวมไปถึงเป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
.....พระที่นั่งจันทฉายา
.....พระที่นั่งจันทฉายาเป็นศาลาโถงที่รู้กันในนาม พระที่นั่งแสงจันทร์หันหน้าไปทางถนน โสเทียรัส มีมุขระเบียงยื่นออกไปสำหรับชมพิธีหรือการสวนสนาม ใช้เป็นสถานที่แสดงนาฏศิลป์เขมรโบราณในพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ หรือพิธีเฉลิมฉลองต่างๆ เป็นที่ออกมหาสมาคมของพระมหากษัตริย์ และจัดงานเลี้ยงที่เป็นพิธีการ
.....พระที่นั่งนโปเลียนที่ 3
.....พระที่นั่งสีขาวละมุนตาที่โดดเด่น อยู่ท่ามกลางสถาปัตยกรรมแบบเขมรนี้ เป็นพระที่นั่งขนาดกะทัดรัดแบบยุโรปที่สร้างขึ้นด้วยโลหะทั้งหลังอักษรตัว N ที่ปรากฏบนบานทวารและส่วนต่างๆ ของพระที่นั่งหมายถึง พระนามของพระเจ้านโปเลียน เดิมพระที่นั่งนี้เป็นตำหนักที่จักรพรรดิ นโปเลียนที่ 3 สร้างประทาน แด่จักรพรรดินีเออเชนี สำหรับใช้ประทับระหว่างการเสด็จไปร่วมงานเปิดคลองสุเอซ แล้วมีรับสั่งให้ถอดเป็นชิ้นส่งลงเรือมาประกอบขึ้นใหม่ เพื่อเป็นของขวัญถวายแด่สมเด็จพระนโรดมที่กรุงพนมเปญเมื่อปี ค.ศ. 1876 ปัจจุบันพระที่นั่งแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก และเป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย
.....วัดพระแก้วมรกต
.....วัดพระแก้วมรกต หรือพระเจดีย์เงิน อยู่ในเขตพระราชวังหลวงตอนบน สมเด็จพระนโรดมทรงสร้างพระเจดีย์เงินนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1892 และเจ้านโรดมสีหนุทรงบูรณะใหม่แทนพระเจดีย์องค์เดิมที่สร้างด้วยไม้ เหตุที่เรียกพระเจดีย์เงินเพราะพื้นอาคารปูลาดด้วยกระเบื้องสีเงิน 5,329 แผ่น แต่ละแผ่นหนักกว่า 1 กิโลกรัม ในวัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปสำคัญ
ทัวร์เขมร
/
พิพิธภัณฑ์ต็วลซฺแลง (Toul Sleng) ความโหดร้ายที่ต้องจารจำ
.....อาคารแห่งนี้ เดิมเคยเป็นโรงเรียนมัธยม นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 หลังเขมรแดงบุกยึดกรุงพนมเปญ และพอล พต เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลอาคารโรงเรียนถูกปรับใช้เป็นคุกที่รู้จักกันในชื่อ S-21 โดยจัดแบ่งเป็นห้องขังขนาดเล็ก มีประชาชนมากกว่า 20,000 คน ถูกนำตัวมาสอบสวน คุมขัง ทรมาน และ สังหาร ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิง เด็ก หรือคนชรา
.....ช่วงแรกๆ เป้าหมายที่ถูกนำตัวมาขังทรมานในคุกต็วลซฺแลงคือ ประชาชนคนธรรมดา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนมีการศึกษาที่กลุ่มเขมรแดงตั้งข้อสงสัยว่าเป็นภัยและอาจให้การสนับสนุนรัฐบาล ชุดก่อน แต่ระยะหลัง รัฐบาลเขมรแดงเริ่มหวาดระแวงไปทั่ว นักโทษรุ่นท้ายๆ มีคนในสังกัดเขมรแดงเอง รวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก
.....หลังปี ค.ศ. 1979 รัฐบาลกัมพูชาเปลี่ยนบทบาทคุกต็วลซฺแลง เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความทารุณโหดร้ายที่กระทำต่อเพื่อนมนุษย์ โดยภาพถ่ยของเหยื่อการสังหารถูกนำมาติด เรียงราย รวมทั้งมีการจัดแสดงเครื่องทรมาน โซ่ ตรวน กุญแจมือ และอาวุธที่ใช้ในการประหาร ก่อนหน้านี้ มีการจัดแสดงนิทรรศการที่ได้รับการกล่าวขานถึงอย่างกว้างขวาง คือ การนำหัวกะโหลกของเหยื่อคุกต็วลซฺแลงมาจัดเรียงเป็นรูปแผนที่ประเทศกัมพูชา ปัจจุบันนิทรรศการดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ก็ยังมีห้องที่เต็มไปด้วยหัวกะโหลก เปิดให้เข้าชมเพื่อรำลึกถึงผู้วายชนม์ในยุคเขมรแดงครองอำนาจ
.....* ทุ่งสังหารนับล้านชีวิตที่สิ้นไป
.....จากพิพิธภัณฑ์ต็วลซฺแลงแล้ว ออกนอกเมืองมาทางทิศใต้ประมาณ 12 กิโลเมตร ทุ่งสังหารเจืองไอ (Choeung Ek) เป็นร่องรอยความโหดร้ายทารุณของรัฐบาลเขมรแดงที่ทิ้งไว้ให้แก่คนรุ่นหลังได้รับรู้ เหยื่อของกลุ่มเขมรแดงรวมทั้งนักโทษจากคุณต็วลซฺแลงจะถูกส่งตัวมาเพื่อสังหารและฝังรวมกันในหลุมขนาดใหญ่บริเวณนี้ หลังจากรัฐบาลเขมรแดงหมดอำนาจ มีการพบศพผู้ที่ถูกสังหารในพื้นที่บริเวณนี้มากกว่า 8,000 ราย
.....ปัจจุบันมีการขุดซากโครงกระดูกขึ้นมาจากหลายหลุม และสร้างสถูปเจดีย์ขึ้นเป็นอนุสรณ์ แด่ผู้เคราะห์ร้าย รวมทั้งกะโหลกศีรษะนับร้อยนับพันที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ อยู่ในตู้กระจกใสขนาดใหญ่ นอกจากนี้ Killing Fields ยังถูกนำไปใช้เป็นชื่อภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1984 เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความทารุณโหดร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาในยุครัฐบาลเขมรแดง จนได้รับ Academy Awards ถึง 3 รางวัล
ทัวร์เขมร
/
เมืองพระตะบอง
.....พระตะบอง (Battambang) ออกเสียงแบบเขมรว่า ปัตตัมบอง แปลว่า ตะบองหาย จังหวัดพระตะบอง อยู่ทางภาคตะวันตกของกัมพูชา มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดสระแก้ว และจันทบุรีของประเทศไทย ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 พระตะบองมีความสำคัญในฐานะพื้นที่แห่งการแข่งขันทางอำนาจระหว่างสยามกับญวน และกับฝรั่งเศส ในเวลาต่อมาพระตะบองเริ่มมีความสำคัญในฐานะเมืองการค้า ซึ่งมีประชากรตั้งถิ่นฐานประมาณ 2,500 คน
.....พระตะบองเป็นเมืองเล็กๆ มีแม่น้ำที่ไหลมาจากจันทบุรีชื่อแม่น้ำสตังซังเกอร์ (Stung Sangker) ไหลผ่านกลางเมืองก่อนจะไหลไปลงโตนเลซาบ ด้วยเหตุนี้พระตะบองจึงอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและแหล่งทำมาหากินของชาวเมือง
.....พระตะบองมีเสน่ห์ที่วิถีชีวิตแบบชนบทเรียบง่าย ชาวบ้านยังใช้วัวเทียมเกวียน ม้าเทียมเกวียน ในการสัญจรไปมา ตลาดสดพระตะบองเป็นตลาดเก่าริมแม่น้ำ พ่อค้าแม่ขายที่นี่เริ่มกิจกรรมค้าขายกันราวเก้าโมงเช้า สินค้าหลักคือ ปลานานาชนิด ชาวบ้านจะเอาปลาเป็นๆ มาวางเรียงรายบนใบตองรอลูกค้ามาเลือกซื้อ
.....ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ยังมีสิ่งน่าสนใจอีกอย่าง ซึ่งมีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วโลก นั่นคือรถไฟไม้ไผ่ ประดิษฐกรรมจากภูมิปัญญาชาวพระตะบองที่ใช้เป็นพาหนะสัญจรไปมาระหว่างหมู่บ้าน โดยการนำแคร่ไม้ไผ่มาวางบนล้อรถ ใส่เครื่องยนต์เล็กๆ เข้าไปแล้วพ่วงสายพานไปหมุนล้อใช้แล่นไปตามรางรถไฟที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นสมัยครอบครองกัมพูชา ซึ่งไม่ได้ใช้งานแล้ว
.....ต่อมานักท่องเที่ยวเห็นรถไฟไม้ไผ่แล้วอยากใช้บริการบ้าง การนั่งรถไฟไม้ไผ่ชมอาคารสไตล์โคโลเนียลที่ยังคงเหลือในพระตะบอง และสัมผัสกลิ่นอายชนบทอย่างใกล้ชิดจึงกลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมไป
.....* วัดพนมซัมเปย
.....ในอดีตวัดพนมซัมเปย (Phnom samprou) เป็นที่ตั้งของถ้ำที่เขมรแดงใช้สังหารเหยื่อผู้ต่างอุดมการณ์ด้วยวิธีต่างๆ แล้วโยนลงมาในเหวที่เป็นปล่องถ้ำ ต่อมากระดูกของผู้เคราะห์ร้ายในถ้ำถูกเก็บ ใส่ในตู้ไว้ส่วนหนึ่ง แล้วต่อมาได้มาทำเป็นวัดบนยอดเขาภายหลัง
.....เมืองไพลิน ถิ่นเขมรแดง
.....ไพลิน (Pailin) เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งในพื้นที่เนินเขาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ความสำคัญของเมืองแห่งนี้คือ การเป็นแหล่งอัญมณีของกัมพูชาและเป็นฐานที่มั่นคงของเขมรแดงในช่วงปี ค.ศ. 1979 หลังเวียดนามยกกองทหารมาขับไล่ออกจากพนมเปญ ทำให้เขมรแดงมีรายได้จากการค้าอัญมณี เพื่อนำมาใช้ต่อสู้กับรัฐบาลที่มีเวียดนามให้การสนับสนุนได้อีกหลายปี
.....เชื่อกันว่าหินมีค่าในพื้นที่แถบนี้สร้างรายได้ให้กลุ่มเขมรแดงกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน เขมรแดงยึดเมืองไพลินไว้ได้จนถึงเดือนสิงหาคมปี ค.ศ. 1996 ก่อนที่ผู้นำซึ่งแฝงตัวในพื้นที่แถบนี้อย่างเอียงสารี จะประกาศยอมแพ้จะเข้ามอบตัวต่อรัฐบาล
ทัวร์เขมร
/
เมืองเสียมเรียบ
.....เมืองเสียบเรียบ หรือเสียมราฐ เป็นเมืองหลวงของจังหวัดเสียมเรียบทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ถือเป็นประตูสู่พระนคร ชื่อเสียมเรียบ หมายความถึง สยามพ่ายแพ้ โดยผู้ที่ตั้งชื่อเมืองแห่งนี้ คือ สมเด็จพระอุทัยราชา (นักองค์จัน) ผู้มีพระทัยฝักใฝ่กับเวียดนามในยามที่เขมรยังมีสถานะเป็นเมืองขึ้นของสยามในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19
.....เดิมเสียมเรียบเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ในชนบท และแม้จะอยู่ไม่ไกลจากเมืองพระนคร แต่พื้นที่แทบนี้จะไม่มีโบราณสถานใดๆ ฝรั่งเศส เริ่มรู้จักเสียมเรียบในปี ค.ศ. 1907 หลังจากนั้นเสียมเรียบก็เติมโตขึ้นเรื่อยๆ โดยทำหน้าที่เป็นเมืองต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยี่ยมเยือนเมืองพระนคร เพราะเสียมเรียบมีโรงแรมใหญ่มาตั้งเป็นแห่งแรกๆ ในปี ค.ศ. 1929 ได้แก่ Grand Hotel d'Angkor มีคนดังระดับโลกมาพักมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแจ็คเกอลีน เคนเนดี้ โอนาสซิส หรือชาร์ลี แชปลิน ฯลฯ
.....หลังปี ค.ศ. 1975 ในยุครัฐบาลเขมรแดง คนในเสียมเรียบ ถูกกวาดต้อนออกไปทำไร่ไถนาในท้องถิ่นชนบท ทำให้เสียมเรียบกลายเป็นเมืองร้างอยู่หลายปี กระทั่งเขมรแดงหมดอำนาจ เสียมเรียบจึงกลับมามีบทบาทในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของกัมพูชาอีกครั้ง มีที่พักทุกระดับเปิดให้บริการ รวมทั้งสิ่งที่รองรับนักท่องเที่ยวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ย่านชอปปิง และท่าอากาศยานนานาชาติ
.....เมืองพระนคร
.....เมืองพระนคร (Angkor) ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดเสียมเรียบ ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 310 กิโลเมตร ในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักรเขมรอันรุ่งเรือง ซึ่งเริ่มก่อตั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ก่อนจะถูกทับสยามรุกรานในคริสต์ศตวรรษที่ 15 จนต้องมีการอพยพยกย้ายไปตั้งนครหลวงแห่งใหม่ กุญแจสำคัญในความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรแห่งนี้คือ การที่กษัตริย์เขมรสามารถ วางระบบการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ประชาชนจึงพากันมาอยู่อาศัยทำกิน ทำให้อำนาจ และมีบารมีของกษัตริย์หลายรัชสมัยมีความมั่นคงและแผ่ขยายออกไป
.....สิ่งที่ยืนยันความรุ่งเรืองของดินแดนเขมรและอำนาจอันไพศาลของกษัตริย์คือ หมู่เทวสถานที่สร้างขึ้นอย่างหนาแน่น ในปี ค.ศ. 1992 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโกยกย่องให้เมืองแห่งนี้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยในเขตเมืองพระนคร ประกอบด้วย โบราณสถานที่สำคัญหลายแห่ง
.....นครธม
.....เมืองนครธม (Angkor Thom) ตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเสียมเรียบ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของทะเลสาบเขมร เมื่อครั้งจูต้า-กวน ทูตจีนเดินทางมาเยือนกัมพูชาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 เขาได้บันทึกถึงเมืองใหญ่แห่งหนึ่งที่เรียกว่า นครธม เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสท่ามกลางวงล้อมของ คูเมืองที่กว้างกว่า 100 เมตร และกำแพงสูง 8 เมตร กำแพงแต่ละด้านมีความยาวราว 3 กิโลเมตร เมืองในกรอบสี่เหลี่ยมแห่งนี้มีทางเข้า 5 ประตู