ทัวร์เขมร
/
ปราสาทบายน
รูปแบบ : บายน ปีที่สร้าง : พ.ศ. 1724 สมัย : พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ช่วงเวลาควรไป : ก่อน 10 โมงเช้าเพื่อชมภาพสลักที่ระเบียงคดทิศตะวันออกและทิศใต้ ส่วนองค์ปรางค์ทั้งหมดชมได้ตลอดวัน
ที่ตั้ง : ห่างจากปราสาทนครวัด 3.5 กิโลเมตร และห่างจากประตูนครธมด้านทิศใต้ 1.5 กิโลเมตร
....."ข้าพเจ้าแหงนหน้าขึ้นไปยังปราสาทที่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่ ซึ่งทำให้ตัวเองรู้สึกเหมือน คนแคระ และทันทีทันใด เลือดในตัวข้าพเจ้าก็เกิดเย็นแข็งขึ้นมา เมื่อมองเห็นรอยยิ้มขนาดมหึมา ที่กำลังมองลงมายังข้าพเจ้า แล้วก็รอยยิ้มซึ่งเหนือกำแพงอีกด้านหนึ่ง แล้วก็รอยยิ้มที่สาม ที่สี่ ที่ห้า แล้วก็ที่สิบ ปรากฏจากทุกสารทิศ ข้าพเจ้ามีความรู้สึกเหมือนมีตาคอยจองมองอยู่ทุกทิศทาง"
.....นี่คือข้อความในบันทึกของ ปิแอร์ โลตี นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามานครธมเมื่อประมาณ พ.ศ. 2455 บรรยายภาพปราสาทบายอนที่ได้เห็นเป็นครั้งแรกไว้อย่างน่าตื่นเต้น
.....เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราบปรามและขับไล่พวกจามที่มายึดครองเมืองพระนครออกไปได้ จึงทรงสถาปนาพระนครหลวงขึ้นมาใหม่ ณ บริเวณเดิม เรียกกันในภายหลังว่า "นครธม" โดยสร้างประตูเมืองห้าประตู กับกำแพงเมืองยาวด้านละ 12 กิโลเมตรขึ้นมาใหม่ และโปรดให้สร้างปราสาทหลังใหม่ขึ้นมา เป็นศูนย์กลางของเมืองในราว พ.ศ. 1743 มีขนาดใหญ่และอลังการยิ่งกว่าปราสาทใดๆ ที่เคยสร้างมา จะเป็นรองก็คงแต่เพียงนครวัดเท่านั้น รู้จักกันภายหลังในชื่อปราสาทบายอน
.....แม้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะปวรารณาตนเป็นพุทธฝ่ายมหายาน แต่ปราสาทบายอนก็ยังสร้างขึ้นแทนภูเขาศูนย์กลางจักรวาล หรือเขาพระสุเมรุนั่นเอง ปราสาทบายอนเป็นปราสาทแห่งเดียวที่ไม่มีกำแพง แต่ใช้กำแพงเมืองแทน ขนาดวัดจากระเบียงนอกสุดกว้าง 156 เมตร และยาว 141 เมตร ความสูงที่ยอดของปรางค์องค์กลาง ซึ่งสูงที่สุดประมาณ 72 เมตร
.....ที่มาของชื่อบายอน
.....ชื่อ "บายอน" มีการสันนิษฐานกันไว้หลายแนวทาง บ้างว่า เรียกเพี้ยนมาจากภาษาฝรั่งเศสว่า "บายอง" (banyan) ซึ่งหมายถึงต้นไทร เพราะเชื่อว่า เมื่อนักสำรวจฝรั่งเศสเข้ามาที่นี่ใหม่ๆ ทั่วองค์ปราสาทปกคลุมด้วยป่า โดยเฉพาะต้นไทรฝรั่งเศสจึงเรียกว่า "ปราสาทต้นไทร" ส่วนในนิราศนครวัด ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรียกว่า "ปราสาทบรรยงก์" ซึ่งหมายถึงพระที่นั่งในพระราชวัง และหากไม่เป็นการอธิบายด้วยหลักการพ้องเสียงแล้ว ก็คงมีที่มาจากพงสาวดารที่กล่าวถึงพระเจ้าปราสาททอง ให้ช่างออกไปถ่ายแบบปราสาทหินที่เมืองพระนครหลวง มาสร้างที่กรุงศรีอยุธยา
ทัวร์เขมร
/
ประวัติศาตร์กัมพูชา อาณาจักรขอม
.....* ยุคก่อนประวัติศาสตร์
.....หม้อดินในถ้ำลางสเปียนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา เป็นหลักชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า ผืนแผ่นดินแถบนี้มีผู้คนอยู่อาศัยมาตั้งแต่ 4,200 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนประเด็นที่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ มาจากไหน มีรูปร่างหน้าตาและชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ยังเป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่ยุติ บ้างก็ว่า น่าจะเป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากจีน บางสำนักบอกว่า มาจากอินเดีย ขณะที่นักวิชาการบางคนเชื่อว่า น่าจะมาจากหมู่เกาะในเอเชียอาคเนย์มากกว่า
.....แม้ประเด็นต่างๆ ดังที่กล่าวมาจะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ก็มีหลักฐานอื่นๆ ที่แสดงว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ค่อนข้างมีวิวัฒนาการล้ำหน้า นักวิจัยระบุว่าดินแดนแถบนี้ เป็นภูมิภาคแรกที่รู้จักการปลูกข้าวและทำเครื่องมือสำริด
.....ปัจจัยที่เอื้อต่อการก่อตั้งชุมชนและพัฒนาอารยธรรมให้เจริญก้าวหน้า อาจมาจากการที่แผ่นดินแถบนี้มีการความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเป็นชุมชนเกษตรกรรม ทั้งการเพาะปลูกและจับปลา อีกทั้งยังเป็นทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลจีนใต้ และอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางการค้าระหว่างจีน เอเชียใต้ และตะวันออกกลาง ล้วนเกื้อกูลต่อพัฒนาการในอดีต และปรากฏชัดนับจากคริสต์ศตวรรษที่ 1 เป็นต้นมา
.....* อาณาจักรยุคแรก
.....มีตำนานของกัมพูชาที่เล่าขานถึงต้นกำเนิดของประเทศว่า วันหนึ่งพรามหมณ์เกาฑิณยะ ผู้มีธนูวิเศษได้ปรากฏกายที่ชายฝั่งแถบนี้ ธิดาพญานาคพายเรือมาต้อนรับ แต่เกาฑิณยะใช้ธนูยิงเรือ เจ้าหญิงนาคตกพระทัย จึงทรงยินยอมอภิเษกสมรสกับพราหมณ์ ก่อนวันเข้าพิธีสมรส เกาฑิณยะถวายเครื่องทรงให้เจ้าหญิง ส่วนพญานาคก็ตอบแทนด้วยการดื่มน้ำที่ท่วมแผ่นดินจนแห้ง และสร้างเมืองให้พระชามาดา (ลูกเขย) และเรียกชื่ออาณาจักรนี้ว่า กัมโพช
.....สิ่งที่ตำนานนี้ให้แก่เราก็คือ ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 3 ชาวจีนชื่อ คังไถ ได้บันทึกตำนานพญานาคนี้ไว้จากคำบอกเล่าของคนพื้นเมือง ทำให้พอเห็นเค้าลางว่าดินแดงแถบนี้มีการรับวัฒนธรรมจากอินเดีย เพราะทั้งตำนาพญานาค และชื่อ กัมโพชมีที่มาจากอินเดีย แต่ไม่มีหลักฐานอื่นที่จะชี้ชัดว่ามีจุดเริ่มต้นเมื่อไร โดยวิธีการใด และมีพัฒนาการอย่างไรในแต่ละช่วงเวลา
.....สิ่งที่สะท้อนการรับวัฒนธรรมอินเดียชัดเจนตั้งแต่ครั้งอดีต ได้แก่ วัฒนธรรมความเชื่อที่แสดงออกโดยการก่อสร้างเทวสถาน และศิวลึงค์ไว้ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อบวงสรวงบูชาเวลาประกอบพิธีกรรม เชื่อกันว่าการบูชาศิวลึงค์จะทำให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมที่ยังพบได้ทั้งในอินเดียปัจจุบัน มีการนับถือผีบรรพบุรุษและเทพเจ้าที่เกี่ยวข้อง กับการกสิกรรม
.....จนกระทั่งถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวนาในกัมพูชายังคงสวมเสื้อผ้า แบบอินเดีย มีวิถีชีวิตคล้ายชาวอินเดีย เช่น การเปิดข้าวด้วยมือ การเทินของบนศีรษะ การโพกศีรษะและนุ่งผ้าถุง อีกทั้งเครื่องดนตรี เครื่องประดับ วรรณกรรม และตำรับตำราต่างๆ ก็เป็นแบบอินเดีย
.....ฟูนันไม่เพียงเป็นอารยธรรมที่เจริญขึ้นในยุคแรกๆ ราว คริสต์ศตวรรษที่ 1-6 ในดินแดนแถบนี้ แต่ยังถือเป็นอาณาจักรเก่าแก่ อันดับต้นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตำนานของฟูนันปรากฏครั้งแรกในบันทึกของข้าราชการจีน รวมทั้งเรื่องราวประวัติศาสตร์กัมพูชาที่เกี่ยวกับฟูนัน ส่วนใหญ่มาจากหลักฐานของชาวจีน เพราะในพื้นที่ซึ่งถูกระบุว่าเป็นอาณาจักรฟูนันนั้น แทบไม่เหลือร่องรอยใดๆ ไว้ให้ศึกษา นอกจากหลักฐานโบราณคดีชิ้นเล็กๆ และซากปรักหักพังของเมืองออกแล้ว ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเมืองหลวงของฟูนันที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตจังหวัดอันยาง
เหรียญฟูนัน : ร่องรอยเมืองท่ายุคโบราณ
.....ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คณะนักโบราณคดีได้ขุดค้นซากปรักหักพังของเมืองท่าค้าขายโบราณบนดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำใกล้หมู่บ้านออกแก้วของประเทศเวียดนาม พบเหรียญเงินอายุราวคริสต์ศตวรรษที่
ทัวร์เขมร
/
ขอม คือ ชื่อทางวัฒนธรรม
.....สันนิษฐานว่า ขอม มาจากคำว่า ขะแมร์-กรอม (ที่แปลว่าใต้) เมื่อพูดเร็วๆ จึงกลายเป็น "ขอม" ขอมนั้นมิได้หมายถึงชนชาติทว่าเป็นชื่อทางวัฒนธรรม หมายถึง คนกลุ่มหนึ่งที่อยู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา นับถือศาสนาฮินดูหรือพุทธมหายานทางใต้ของแคว้นสุโขทัย อาจจะหมายถึง พวกละโว้ (ลพบุรี) เอกสารทางล้านนา เช่น จารึกและตำนานต่างๆ ล้วนระบุสอดคล้องกันว่า ขอมคือ พวกที่อยู่ทางใต้ของล้านนาในสมัยอาณาจักรสุโขทัย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนอธิบายไว้ว่าขอมเป็นพวกนับถือฮินดูหรือพุทธมหายาน ใครที่เป็นฮินดู หรือพุทธมหายานเป็นได้ ชื่อว่า ขอมทั้งหมด
.....ซัวสเดยพนมเปญ
.....กรุงพนมเปญเป็นเมืองหลวงของกัมพูชา และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งอยู่ในบริเวณที่แม่น้ำสายมาบรรจบกัน ได้แก่ แม่น้ำโขงตอนบน แม่น้ำโขงตอนล่าง แม่น้ำบาสสัก และแม่น้ำโตนเล จึงเป็นที่เรียกขานกันว่า เมืองจัตุรมุข
.....ครั้งหนึ่งเมืองจัตุรมุขแห่งนี้ เคยได้ชื่อว่า ไข่มุกแห่งเอเชีย ด้วยเป็นเมืองที่อาณานิคมฝรั่งเศสออกแบบก่อสร้างและวางผังเมืองไว้อย่างสวยงามที่สุดในอินโดจีนช่วงทศวรรษ 1920 โดยมีถนนสายกว้างตัดผ่านกันหลายสาย นอกจากเป็นศูนย์กลางการบริหารของประเทศแล้ว กรุงพนมเปญยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยพนมเปญ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของกัมพูชา เปิดสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และภาษาต่างประเทศ พนมเปญยังเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของกัมพูชานอกเหนือจากเสียมเรียบ แลกำปงโสม (สีหนุวิลล์) ด้วย
.....หลังถูกทัพสยามตีแตกในปี ค.ศ. 1353 กษัตริย์เขมรองค์ต่างๆ ตัดสินใจย้ายเมืองหลวงหลายครั้ง กว่าจะสถาปนากรุงพนมเปญเป็นเมืองหลวงอย่างถาวรในปี ค.ศ. 1866 นับจากนั้นเป็นต้นมา พนมเปญก็ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาพร้อมกับประวัติศาสตร์ของกัมพูชา ตั้งแต่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองเป็นอาณานิคม มาจนถึงยุคของเขมรแดงที่กวาดต้อนชาวพนมเปญออกไปทำไร่ทำนาตามท้องถิ่นชนบท จนเมืองหลวงแห่งนี้โล่งร้าง แต่ก็มีสถานที่สำคัญหลายแห่งในพนมเปญที่รัฐบาลพอล พต ฝาเรื่องราว ไว้ให้เป็นมรดกสำหรับการท่องเที่ยว เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่อุบัติขึ้นในครั้งนั้น
.....ความงดงามของพนมเปญคือ เคหสถาน อาคารที่ทำการราชการและอาคารพาณิชย์ที่ประดุจกระจกสะท้อนสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคมหรือที่เรียกว่า สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับการปรับปรุงให้เป็นร้านอาหารแบบคลาสสิก แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกปล่อยให้ทรุดโทรม ย่านใจกลางเมืองบนถนนสายหลักจะเป็นคฤหาสน์หลังโต ที่มีรั้วรอบขอบชิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของผู้มีตำแหน่งในรัฐบาลหรือนักธุรกิจ ขณะที่ในซอยเล็กๆ ไม่ไกลกันจะมีประชาชนอยู่อย่างแออัดในบ้าน หลังเล็กๆ ขัดแย้งกับภาพที่เห็นบนถนนสายหลักโดยสิ้นเชิง
.....นอกจากนี้ในพนมเปญยังประกอบด้วยตลาด 2 แห่งที่น่าสนใจแห่งแรก คือ ตลาดใหม่ หรือตลาดพาซาร์ธเมย เป็นอาคารทรงกลมกว้างใหญ่แบบอาร์ตเดโก มีเพดานสูง อาคารมีปีก 4 ด้าน สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1937 สมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส จำหน่ายสินค้าสารพัดชนิด อีกตลาดหนึ่ง
ทัวร์เขมร
/
ที่มาของชื่อพนมเปญ
.....มีตำนานพื้นบ้านกล่าวว่า เมื่อราวหกร้อยปีก่อน เศรษฐีนีชาวเขมรผู้หนึ่งชื่อเพ็ญ พบพระพุทธรูปลอยน้ำมาเกยฝั่งหลายองค์ ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าในพระพุทธศาสนา นางจึงสร้างวัดขึ้นบนยอดเขาที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเปล่านั้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเหล่านั้น แม้เขาลูกนั้นจะสูงเพียง 27 เมตร แต่ก็ถือเป็นเขาที่สูงที่สุดในละแวดนี้ จึงเรียกกันเรื่อยมาว่า พนมเปญ ซึ่งแปลว่า เขายายเพ็ญ ส่วนวัดที่ยายเพ็ญสร้างก็คือ วัดพนม
.....* พระราชวังหลวง พระที่นั่ง และวัดพระแก้ว
.....พระราชวังหลวงหรือพระราชวังเขมรินทร์แห่งนี้ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโตนเลซาบ พบพื้นที่เดิมของป้อมบันเตีย เคฟ ด้านหน้าวังมีสนามหญ้าเขียวขจีคล้ายท้องสนามหลวงในกรุงเทพฯ นับได้ว่า เป็นพระบรมมหาราชวังที่ตั้งอยู่บนทำเลที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง มองเห็นทิวทัศน์ได้ในมุมกว้าง
.....พระราชวังเขมริทร์เป็นสถานที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดมสีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา สร้างขึ้นโดยความช่วยเหลือของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1866 และ ได้รับการบูรณะ โดยเสริมคอนกรีตบางส่วนในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
.....ลักษณะโดยรวมของพระราชวังเขมรินทร์มีความคล้ายคลึงกับพระบรมมหาราชวังของไทย งดงามวิจิตรด้วยสถาปัตยกรรมและศิลปะที่มีเอกลักษณ์อันงดงามอ่อนช้อย มียอดเป็นพระปรางค์ยอดเดียว
.....บริเวณทางเข้าพระราชวังประดับประดาด้วยโบราณสถานและโบราณวัตถุศิลปะเขมรตั้งเรียงรายตลอดทาง บานพระทวารและบานพระแกลแกะสลักด้วยลวดลายประณีตและลงรักปิดทองอย่างสวยงาม อาคารที่ประทับแยกสถานที่อื่นๆ ของพระราชวังด้วยกำแพงและตั้งอยู่ใกล้ๆ กับท้องพระโรง
.....พระที่นั่งเทวาวินิจฉัย
.....พระที่นั่งแห่งนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเช่นเดียวกับสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ในพระราชวัง มีผังเป็นรูปกากบาท และมียอดปราสาท 3 ยอด ประดับด้วยพรหม 4 หน้า โดยได้อิทธิพลมาจากปราสาทบายนที่เมืองพระนคร ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเกียรติ์อันงดงาม พระที่นั่งเทวาวินิจฉัยเป็นสถานที่ที่กษัตริย์กัมพูชาออกว่าราชการและเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงขุนนางข้าราชบริพารมาปรึกษาราชการบริหารแผ่นดิน นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในงานพระราชพิธีต่างๆ เช่น พระราชพิธี ขึ้นครองราชย์ พระราชพิธีอภิเษาสมรส เสด็จออกรับสาส์นตราตั้งจากเอกอัคราชทูตของต่างชาติ รวมไปถึงเป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
.....พระที่นั่งจันทฉายา
.....พระที่นั่งจันทฉายาเป็นศาลาโถงที่รู้กันในนาม พระที่นั่งแสงจันทร์หันหน้าไปทางถนน โสเทียรัส มีมุขระเบียงยื่นออกไปสำหรับชมพิธีหรือการสวนสนาม ใช้เป็นสถานที่แสดงนาฏศิลป์เขมรโบราณในพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ หรือพิธีเฉลิมฉลองต่างๆ เป็นที่ออกมหาสมาคมของพระมหากษัตริย์ และจัดงานเลี้ยงที่เป็นพิธีการ
.....พระที่นั่งนโปเลียนที่ 3
.....พระที่นั่งสีขาวละมุนตาที่โดดเด่น อยู่ท่ามกลางสถาปัตยกรรมแบบเขมรนี้ เป็นพระที่นั่งขนาดกะทัดรัดแบบยุโรปที่สร้างขึ้นด้วยโลหะทั้งหลังอักษรตัว N ที่ปรากฏบนบานทวารและส่วนต่างๆ ของพระที่นั่งหมายถึง พระนามของพระเจ้านโปเลียน เดิมพระที่นั่งนี้เป็นตำหนักที่จักรพรรดิ นโปเลียนที่ 3 สร้างประทาน แด่จักรพรรดินีเออเชนี สำหรับใช้ประทับระหว่างการเสด็จไปร่วมงานเปิดคลองสุเอซ แล้วมีรับสั่งให้ถอดเป็นชิ้นส่งลงเรือมาประกอบขึ้นใหม่ เพื่อเป็นของขวัญถวายแด่สมเด็จพระนโรดมที่กรุงพนมเปญเมื่อปี ค.ศ. 1876 ปัจจุบันพระที่นั่งแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก และเป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย
.....วัดพระแก้วมรกต
.....วัดพระแก้วมรกต หรือพระเจดีย์เงิน อยู่ในเขตพระราชวังหลวงตอนบน สมเด็จพระนโรดมทรงสร้างพระเจดีย์เงินนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1892 และเจ้านโรดมสีหนุทรงบูรณะใหม่แทนพระเจดีย์องค์เดิมที่สร้างด้วยไม้ เหตุที่เรียกพระเจดีย์เงินเพราะพื้นอาคารปูลาดด้วยกระเบื้องสีเงิน 5,329 แผ่น แต่ละแผ่นหนักกว่า 1 กิโลกรัม ในวัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปสำคัญ
ทัวร์เขมร
/
พิพิธภัณฑ์ต็วลซฺแลง (Toul Sleng) ความโหดร้ายที่ต้องจารจำ
.....อาคารแห่งนี้ เดิมเคยเป็นโรงเรียนมัธยม นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 หลังเขมรแดงบุกยึดกรุงพนมเปญ และพอล พต เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลอาคารโรงเรียนถูกปรับใช้เป็นคุกที่รู้จักกันในชื่อ S-21 โดยจัดแบ่งเป็นห้องขังขนาดเล็ก มีประชาชนมากกว่า 20,000 คน ถูกนำตัวมาสอบสวน คุมขัง ทรมาน และ สังหาร ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิง เด็ก หรือคนชรา
.....ช่วงแรกๆ เป้าหมายที่ถูกนำตัวมาขังทรมานในคุกต็วลซฺแลงคือ ประชาชนคนธรรมดา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนมีการศึกษาที่กลุ่มเขมรแดงตั้งข้อสงสัยว่าเป็นภัยและอาจให้การสนับสนุนรัฐบาล ชุดก่อน แต่ระยะหลัง รัฐบาลเขมรแดงเริ่มหวาดระแวงไปทั่ว นักโทษรุ่นท้ายๆ มีคนในสังกัดเขมรแดงเอง รวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก
.....หลังปี ค.ศ. 1979 รัฐบาลกัมพูชาเปลี่ยนบทบาทคุกต็วลซฺแลง เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความทารุณโหดร้ายที่กระทำต่อเพื่อนมนุษย์ โดยภาพถ่ยของเหยื่อการสังหารถูกนำมาติด เรียงราย รวมทั้งมีการจัดแสดงเครื่องทรมาน โซ่ ตรวน กุญแจมือ และอาวุธที่ใช้ในการประหาร ก่อนหน้านี้ มีการจัดแสดงนิทรรศการที่ได้รับการกล่าวขานถึงอย่างกว้างขวาง คือ การนำหัวกะโหลกของเหยื่อคุกต็วลซฺแลงมาจัดเรียงเป็นรูปแผนที่ประเทศกัมพูชา ปัจจุบันนิทรรศการดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ก็ยังมีห้องที่เต็มไปด้วยหัวกะโหลก เปิดให้เข้าชมเพื่อรำลึกถึงผู้วายชนม์ในยุคเขมรแดงครองอำนาจ
.....* ทุ่งสังหารนับล้านชีวิตที่สิ้นไป
.....จากพิพิธภัณฑ์ต็วลซฺแลงแล้ว ออกนอกเมืองมาทางทิศใต้ประมาณ 12 กิโลเมตร ทุ่งสังหารเจืองไอ (Choeung Ek) เป็นร่องรอยความโหดร้ายทารุณของรัฐบาลเขมรแดงที่ทิ้งไว้ให้แก่คนรุ่นหลังได้รับรู้ เหยื่อของกลุ่มเขมรแดงรวมทั้งนักโทษจากคุณต็วลซฺแลงจะถูกส่งตัวมาเพื่อสังหารและฝังรวมกันในหลุมขนาดใหญ่บริเวณนี้ หลังจากรัฐบาลเขมรแดงหมดอำนาจ มีการพบศพผู้ที่ถูกสังหารในพื้นที่บริเวณนี้มากกว่า 8,000 ราย
.....ปัจจุบันมีการขุดซากโครงกระดูกขึ้นมาจากหลายหลุม และสร้างสถูปเจดีย์ขึ้นเป็นอนุสรณ์ แด่ผู้เคราะห์ร้าย รวมทั้งกะโหลกศีรษะนับร้อยนับพันที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ อยู่ในตู้กระจกใสขนาดใหญ่ นอกจากนี้ Killing Fields ยังถูกนำไปใช้เป็นชื่อภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1984 เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความทารุณโหดร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาในยุครัฐบาลเขมรแดง จนได้รับ Academy Awards ถึง 3 รางวัล
ทัวร์เขมร
/
เมืองพระตะบอง
.....พระตะบอง (Battambang) ออกเสียงแบบเขมรว่า ปัตตัมบอง แปลว่า ตะบองหาย จังหวัดพระตะบอง อยู่ทางภาคตะวันตกของกัมพูชา มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดสระแก้ว และจันทบุรีของประเทศไทย ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 พระตะบองมีความสำคัญในฐานะพื้นที่แห่งการแข่งขันทางอำนาจระหว่างสยามกับญวน และกับฝรั่งเศส ในเวลาต่อมาพระตะบองเริ่มมีความสำคัญในฐานะเมืองการค้า ซึ่งมีประชากรตั้งถิ่นฐานประมาณ 2,500 คน
.....พระตะบองเป็นเมืองเล็กๆ มีแม่น้ำที่ไหลมาจากจันทบุรีชื่อแม่น้ำสตังซังเกอร์ (Stung Sangker) ไหลผ่านกลางเมืองก่อนจะไหลไปลงโตนเลซาบ ด้วยเหตุนี้พระตะบองจึงอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและแหล่งทำมาหากินของชาวเมือง
.....พระตะบองมีเสน่ห์ที่วิถีชีวิตแบบชนบทเรียบง่าย ชาวบ้านยังใช้วัวเทียมเกวียน ม้าเทียมเกวียน ในการสัญจรไปมา ตลาดสดพระตะบองเป็นตลาดเก่าริมแม่น้ำ พ่อค้าแม่ขายที่นี่เริ่มกิจกรรมค้าขายกันราวเก้าโมงเช้า สินค้าหลักคือ ปลานานาชนิด ชาวบ้านจะเอาปลาเป็นๆ มาวางเรียงรายบนใบตองรอลูกค้ามาเลือกซื้อ
.....ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ยังมีสิ่งน่าสนใจอีกอย่าง ซึ่งมีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วโลก นั่นคือรถไฟไม้ไผ่ ประดิษฐกรรมจากภูมิปัญญาชาวพระตะบองที่ใช้เป็นพาหนะสัญจรไปมาระหว่างหมู่บ้าน โดยการนำแคร่ไม้ไผ่มาวางบนล้อรถ ใส่เครื่องยนต์เล็กๆ เข้าไปแล้วพ่วงสายพานไปหมุนล้อใช้แล่นไปตามรางรถไฟที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นสมัยครอบครองกัมพูชา ซึ่งไม่ได้ใช้งานแล้ว
.....ต่อมานักท่องเที่ยวเห็นรถไฟไม้ไผ่แล้วอยากใช้บริการบ้าง การนั่งรถไฟไม้ไผ่ชมอาคารสไตล์โคโลเนียลที่ยังคงเหลือในพระตะบอง และสัมผัสกลิ่นอายชนบทอย่างใกล้ชิดจึงกลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมไป
.....* วัดพนมซัมเปย
.....ในอดีตวัดพนมซัมเปย (Phnom samprou) เป็นที่ตั้งของถ้ำที่เขมรแดงใช้สังหารเหยื่อผู้ต่างอุดมการณ์ด้วยวิธีต่างๆ แล้วโยนลงมาในเหวที่เป็นปล่องถ้ำ ต่อมากระดูกของผู้เคราะห์ร้ายในถ้ำถูกเก็บ ใส่ในตู้ไว้ส่วนหนึ่ง แล้วต่อมาได้มาทำเป็นวัดบนยอดเขาภายหลัง
.....เมืองไพลิน ถิ่นเขมรแดง
.....ไพลิน (Pailin) เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งในพื้นที่เนินเขาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ความสำคัญของเมืองแห่งนี้คือ การเป็นแหล่งอัญมณีของกัมพูชาและเป็นฐานที่มั่นคงของเขมรแดงในช่วงปี ค.ศ. 1979 หลังเวียดนามยกกองทหารมาขับไล่ออกจากพนมเปญ ทำให้เขมรแดงมีรายได้จากการค้าอัญมณี เพื่อนำมาใช้ต่อสู้กับรัฐบาลที่มีเวียดนามให้การสนับสนุนได้อีกหลายปี
.....เชื่อกันว่าหินมีค่าในพื้นที่แถบนี้สร้างรายได้ให้กลุ่มเขมรแดงกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน เขมรแดงยึดเมืองไพลินไว้ได้จนถึงเดือนสิงหาคมปี ค.ศ. 1996 ก่อนที่ผู้นำซึ่งแฝงตัวในพื้นที่แถบนี้อย่างเอียงสารี จะประกาศยอมแพ้จะเข้ามอบตัวต่อรัฐบาล
ทัวร์เขมร
/
เมืองเสียมเรียบ
.....เมืองเสียบเรียบ หรือเสียมราฐ เป็นเมืองหลวงของจังหวัดเสียมเรียบทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ถือเป็นประตูสู่พระนคร ชื่อเสียมเรียบ หมายความถึง สยามพ่ายแพ้ โดยผู้ที่ตั้งชื่อเมืองแห่งนี้ คือ สมเด็จพระอุทัยราชา (นักองค์จัน) ผู้มีพระทัยฝักใฝ่กับเวียดนามในยามที่เขมรยังมีสถานะเป็นเมืองขึ้นของสยามในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19
.....เดิมเสียมเรียบเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ในชนบท และแม้จะอยู่ไม่ไกลจากเมืองพระนคร แต่พื้นที่แทบนี้จะไม่มีโบราณสถานใดๆ ฝรั่งเศส เริ่มรู้จักเสียมเรียบในปี ค.ศ. 1907 หลังจากนั้นเสียมเรียบก็เติมโตขึ้นเรื่อยๆ โดยทำหน้าที่เป็นเมืองต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยี่ยมเยือนเมืองพระนคร เพราะเสียมเรียบมีโรงแรมใหญ่มาตั้งเป็นแห่งแรกๆ ในปี ค.ศ. 1929 ได้แก่ Grand Hotel d'Angkor มีคนดังระดับโลกมาพักมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแจ็คเกอลีน เคนเนดี้ โอนาสซิส หรือชาร์ลี แชปลิน ฯลฯ
.....หลังปี ค.ศ. 1975 ในยุครัฐบาลเขมรแดง คนในเสียมเรียบ ถูกกวาดต้อนออกไปทำไร่ไถนาในท้องถิ่นชนบท ทำให้เสียมเรียบกลายเป็นเมืองร้างอยู่หลายปี กระทั่งเขมรแดงหมดอำนาจ เสียมเรียบจึงกลับมามีบทบาทในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของกัมพูชาอีกครั้ง มีที่พักทุกระดับเปิดให้บริการ รวมทั้งสิ่งที่รองรับนักท่องเที่ยวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ย่านชอปปิง และท่าอากาศยานนานาชาติ
.....เมืองพระนคร
.....เมืองพระนคร (Angkor) ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดเสียมเรียบ ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 310 กิโลเมตร ในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักรเขมรอันรุ่งเรือง ซึ่งเริ่มก่อตั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ก่อนจะถูกทับสยามรุกรานในคริสต์ศตวรรษที่ 15 จนต้องมีการอพยพยกย้ายไปตั้งนครหลวงแห่งใหม่ กุญแจสำคัญในความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรแห่งนี้คือ การที่กษัตริย์เขมรสามารถ วางระบบการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ประชาชนจึงพากันมาอยู่อาศัยทำกิน ทำให้อำนาจ และมีบารมีของกษัตริย์หลายรัชสมัยมีความมั่นคงและแผ่ขยายออกไป
.....สิ่งที่ยืนยันความรุ่งเรืองของดินแดนเขมรและอำนาจอันไพศาลของกษัตริย์คือ หมู่เทวสถานที่สร้างขึ้นอย่างหนาแน่น ในปี ค.ศ. 1992 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโกยกย่องให้เมืองแห่งนี้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยในเขตเมืองพระนคร ประกอบด้วย โบราณสถานที่สำคัญหลายแห่ง
.....นครธม
.....เมืองนครธม (Angkor Thom) ตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเสียมเรียบ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของทะเลสาบเขมร เมื่อครั้งจูต้า-กวน ทูตจีนเดินทางมาเยือนกัมพูชาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 เขาได้บันทึกถึงเมืองใหญ่แห่งหนึ่งที่เรียกว่า นครธม เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสท่ามกลางวงล้อมของ คูเมืองที่กว้างกว่า 100 เมตร และกำแพงสูง 8 เมตร กำแพงแต่ละด้านมีความยาวราว 3 กิโลเมตร เมืองในกรอบสี่เหลี่ยมแห่งนี้มีทางเข้า 5 ประตู
ทัวร์เขมร
/
ประเทศกัมพูชา
กัมพูชา เป็นประเทศเพื่อนบ้านติดกับไทย มีประวัติศาสตร์ อารยธรรมยาวนาน นครวัด และนครธม นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่อัศจรรย์ชิ้นหนึ่งในเอเชีย ศิลปวัฒนธรรมที่งดงามของกัมพูชา มีความคล้ายคลึงกันมากกับศิลปวัฒนธรรมไทย ภาษาเขมรมาจากรากศัพท์สันสกฤต จึงมีคำหลายคำในภาษาเขมรที่คุ้นหูคนไทย นอกจากนี้อิทธิพลทางวัฒนธรรมของฝรั่งเศสยังคงมีให้เห็นในเมืองหลวงและต่าง จังหวัด
ข้อควรระวัง ในการเยือนกัมพูชา ควรระวังเรื่องสุขภาพเนื่องจากยังมีโรคภัยต่างๆ ที่อาจติดต่อได้ หากไม่หามาตรการป้องกันไว้ก่อน เช่น ท้องร่วง มาลาเรีย และไวรัส เอ บี และการบริการของโรงพยาบาลในกรุงพนมเปญอาจไม่ได้มาตรฐานเท่ากับประเทศไทย
ข้อควรปฏิบัติ การเตรียมตัวสำหรับนักท่องเที่ยว
.....แม้ประเทศกัมพูชาจะดูเหมือนใกล้ชิดกับไทย และไม่น่าจะต่างกันมากนัก แต่อย่าได้ประมาท เพราะมีสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องพึงระมัดระวัง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมและความเชื่อท้องถิ่น ที่อาจทำให้เข้าใจผิดกันได้ง่าย เรื่องต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่คุณควรรู้ไว้ก่อนออกเดินทาง
-คำว่า “เขมร” เป็นคำเรียกที่คนไทยคุ้นเคย แต่ความจริงชาวกัมพูชาชอบให้เรียกเขาว่า “ขแมร์ มากกว่า
-ในกัมพูชา ประชากรส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา เวลาไปเที่ยวชมวัดวาอารามหรือสถานที่ซึ่งชาวบ้านท้องถิ่นกำลังประกอบกิจกรรม ทางศาสนาอยู่ โปรดแต่งกายสุภาพ
-โดยทั่วไปวัฒนธรรมเขมรกับไทยไม่ต่าง กันมากนัก ซึ่งอาจทำไม่ยากในการปรับตัวและเข้าใจ คนเขมรชอบคนอ่อนน้อม มีมารยาท ไม่ต่างจากไทย ผู้น้อยเคารพผู้อาวุโสกว่า เจอหน้าก็ยกมือไหว้กัน ชาวเขมรนิยมการไหว้แสดงความเคารพกันเช่นเดียวกับไทย
-มารยาทในที่สาธารณะอย่างการจับมือถือแขนอาจไม่หนักหนา แต่หากถึงขั้นโอบคอ โอบไหล่ กอดจูบกันนั้น ฝรั่งไม่ถือ แต่คนเขมรถือเช่นเดียวกับคนไทย
-ควรเตรียมธนบัตร ๑, ๕, ๑๐ หรือ ๒๐ ดอลลาร์ สหรัฐฯ ไปมากๆ เพราะมีโอกาสใช้มากกว่า และไม่ต้องห่วงเรื่องเงินทอน
- บัตรเครดิตและเช็คเดินทาง ใช้ได้อย่างจำกัดในกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นการรูดซื้อของหรือรูดเงินสด มีแต่ตามร้านค้า และโรงแรมเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น พนมเปญ เสียมเรียบ และสีหนุวิลล์ เท่านั้น ที่ยินดี รับบัตรเครดิตแทนเงินสด ทางที่ดีควรเตรียมเงินสดไปให้พอ
- หากคุณโชคดีเจอร้านค้า-สถานบริการที่รับบัตรเครดิต ก็ต้องรับเงื่อนไขที่ส่วนใหญ่มักชาร์จ 3% ยกเว้นตามโรงแรมใหญ่ๆ และสายการบินเท่านั้น
- เวลาแลกเงินตามธนาคาร เขาให้สลิบมาด้วย อย่าทิ้งไปเสียก่อน เก็บไว้ให้ดี เผื่อคุณต้องใช้ตอนขาออกจากประเทศ
-โปรดสังเกตป้าย “No Touch” ซึ่งมีอยู่ตามแหล่งโบราณสถานหลายแห่งของกัมพูชา โดยเฉพาะที่นครวัด และโปรดปฏิบัติตามด้วย เพราะภาพแกะสลักที่นี่ โดนมือมนุษย์ลูบคลำมากว่าพันปีแล้ว
-ขออนุญาตก่อน เวลาคุณอยากถ่ายรูปชนชาติส่วนน้อย ชาวเขาและชนเผ่าต่างๆ พวกเขามักยินดี ถ้าคุณบอกก่อน นี่รวมถึงพระสงฆ์-นักบวชด้วย การถ่ายภาพพิธีกรรมต่างๆ ต้องสอบถามเจ้าของงานหรือผู้อาวุโสในที่นั้นว่า
ทัวร์เกาหลี
/
ประเทศเกาหลี
ยุคเผ่า
.....ในยุคแรกดินแดนบนคาบสมุทรเกาหลีประกอบด้วยผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ เผ่าแรกที่ปรากฏคือเผ่าโชซ็อนโบราณ ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคเหนือ เรืองอำนาจในช่วงพ.ศ. 143 - 243 ส่วนเผ่าครอง เมื่อได้เอกราชจากจีน คาบสมุทรเกาหลีประกอบด้วยสามอาณาจักสำคัญก่อนจะรวมตัวกันเป็นอาณาจักรเดียวปกครองอื่นได้แก่เผ่าพูยอ อยู่บริเวณปากแม่น้ำซุงคารีทางแมนจูเรียเหนือ เผ่าโคกูรยออยู่ระหว่างแม่น้ำพมาก และแม่น้ำอัมนก เผ่าอกจออยู่บริเวณมณฑลฮัมกย็อง เผ่าทงเยอยู่บริเวณมณฑลคังว็อน และเผ่าสามฮั่นคือ มาฮั่น ชินฮั่น และพยอนฮั่น ที่อยู่บริเวณแม่น้ำฮั่นและแม่น้ำนักดง ทางภาคใต้ของคาบสมุทรเกาหลี
พระมหากษัตริย์ในตำนาน
.....ตำนานที่เป็นที่แพร่หลายในประเทศเกาหลีเล่าถึงกำเนิดของชนชาติตนว่า เจ้าชายฮวางวุง โอรสของเทพสูงสุดบนสวรรค์ลงมาสร้างเมืองที่ภูเขาแทแบ็ก ได้แต่งงานกับหญิงที่มีกำเนิดจากหมี มีโอรสชื่อตันกุน ต่อมาเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรโชซ็อนโบราณ เมื่อ 1790 ปีก่อนพุทธศักราช
ดินแดนคาบสมุทรเกาหลีตกเป็นเมืองขึ้นจีนเมื่อ พ.ศ. 434 เมื่อจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้หรือกวนอู่ตี้แห่งราชวงศ์ฮั่นยกทัพเข้ายึดครองดินแดนของอาณาจักรโชซ็อนโบราณ และแบ่งเกาหลีเป็น 4 มณฑล คือ อาณาจักรนังนัง ชินบอน อิมดุน และฮย็อนโท อย่างไรก็ตาม จีนปกครองมณฑลนังนังอย่างจริงจังเพียงมณฑลเดียว มณฑลอื่น ๆ จึงค่อย ๆ แยกตัวเป็นเอกราช จน พ.ศ. 856 ชนเผ่าโคกูรยอเข้ายึดครองมณฑลนังนัง ขับไล่จีนออกไปได้สำเร็จ การตกเป็นเมืองขึ้นของจีนทำให้เกาหลีได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากจีนมาก เช่นตัวอักษรและศาสนา (พุทธและขงจื๊อ)
ยุคสามก๊ก
• เมื่อเป็นเอกราชจากจีน ดินแดนเกาหลีในขณะนั้นแบ่งเป็น 3 อาณาจักรด้วยกันคือ
• อาณาจักรโคกูรยอ ทางภาคเหนือ เผ่าโคกูรยอเริ่มเข้มแข็งมากขึ้นเมื่อราชวงศ์ฮั่นของจีนล่มสลาย และสามารถขยายอำนาจเข้ายึดครองมณฑลนังนังจากจีนได้เมื่อ พ.ศ. 856อาณาจักรแพ็กเจก ชนเผ่าแพ็กเจซึ่งเป็นเผ่าย่อยของเผ่าพูยอที่อพยพลงใต้ เข้ายึดครองอาณาจักรอื่นรวมทั้งอาณาจักรเดิมของเผ่าฮั่น ตั้งเป็นอาณาจักรเมื่อ พ.ศ. 777
• อาณาจักรชิลลา อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทรเกาหลี พัฒนาขึ้นจากเผ่าซาโร แต่อาณาจักรนี้ไม่เข้มแข็งมากนักในช่วงแรก ดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับโคกูรยอตลอดจนกระทั่งหลังสงครามระหว่างโคกูรยอกับแพ็กเจ อาณาจักรชิลลาจึงเข้มแข็งขึ้นเป็นลำดับ จนสามารถยึดครองลุ่มแม่น้ำฮั่นและลุ่มแม่น้ำนักดงจากแพ็กเจได้
ยุคอาณาจักรเอกภาพ "อาณาจักรชินลา
.....เมื่ออาณาจักรชินลาเข้มแข็งขึ้น อาณาจักรแพ็กเจกจึงหันไปผูกมิตรกับอาณาจักรโคกูรยอ ส่วนอาณาจักรชิลลาหันไปผูกมิตรกับราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถังของจีน กองกำลังผสมระหวางจีนกับชิลลายึดครองอาณาจักรแพ็กเจได้เมื่อ พ.ศ. 1203 และยึดครองอาณาจักรโคกูรยอได้ใน พ.ศ. 1211 โดยจีนเข้ามาปกครองโคกูรยอในช่วงแรก ต่อมาอาณาจักรชิลลากับราชวงศ์ถังเกิดขัดแย้งกัน ชิลลาจึงเข้ายึดโคกูรยอจากจีนและเข้าปกครองคาบสมุทรเกาหลีอย่างเด็ดขาดเมื่อ พ.ศ. 1278
อาณาจักรชิลลาเจริญสูงสุดในยุคกษัตริย์คยองตอก หลังจากนั้นได้เสื่อมลงโดยสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในหมู่เชื้อพระวงศ์และเกิดการปฏิวัติบ่อยครั้ง กลุ่มชาวนาและกลุ่มอำนาจท้องถิ่นที่รู้สึกว่าถูกกดขี่ได้รวมกำลังกันต่อต้านอำนาจรัฐ วังกอน ผู้นำกลุ่มต่อต้านคนหนึ่ง เข้ายึดอำนาจและสถาปนาราชวงศ์โครยอขึ้นเมื่อพ.ศ. 1478
ยุคอาณาจักรเหนือใต้
.....เมื่ออาณาจักรโคกูเรียวและอาณาจักรแพ็กเจถูกอาณาจักรชิลลาตีจนแตกพ่ายไปนั้น มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งรวบรวมชาวบ้านที่เป็นชาวโคกูรยอที่ถูกทัพชิลลาโจมตีแล้วอพยพขึ้นเหนือ แล้วก่อตั้งอาณาจักรใหม่มีชื่อว่า "อาณาจักรพัลแฮ" แล้วทางใต้ก็มีอาณาจักรชิลลาที่รวมแผ่นดินของอาณาจักรโคกูเรียว อาณาจักรแพ็กเจ และอาณาจักรชิลลาเดิมเข้าด้วยกันแล้วเรียกว่า "อาณาจักรรวมชิลลา" ในยุคนี้จึงมีสองอาณาจักรที่อยู่ทางเหนือ คือ อาณาจักรพัลแฮที่สืบต่อจากอาณาจักรโคกูเรียวเดิม และทางใต้มีอาณาจักรรวมชิลลาที่รวมอาณาจักรโคกูเรียวเดิม อาณาจักรแพ็กเจเดิม และอาณาจักรชิลลาเดิมเข้าเป็นอาณาจักรเดียว จึงเรียกยุคนี้ว่า "ยุคอาณาจักรเหนือใต้"
ยุคสามอาณาจักรหลัง
.....หลังจากอาณาจักรพัลแฮถูกราชวงศ์เหลียวตีจนแตกนั้นประชาชนพากันอพยพลงใต้มาบริเวณอาณาจักรโคกุเรียวเดิม แล้วเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรพัลแฮ ก็สถาปนาอาณาจักรใหม่บริเวณอาณาจักรโคกุเรียวเดิม แล้วให้ชื่อว่า "อาณาจักรโคกูเรียวใหม่" แล้วสถาปนาตนเองป็นกษัตริย์พระนามว่า พระเจ้ากุงเย ส่วนชาวแพ็กเจที่อยู่ในอาณาจักรรวมชิลลาก็ได้ก่อกบฏต่ออาณาจักร มีหัวหน้าคือ คยอน ฮวอน
ทัวร์พม่า
/
ประเทศพม่า
เอกราช พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี พ.ศ. 2429 และระยะก่อนการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เล็กน้อย ญี่ปุ่นได้เข้ามามีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้ติดต่อกับพวกตะขิ่น ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาหนุ่มที่มีหัวรุนแรง มีออง ซาน นักชาตินิยม และเป็นผู้นำของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยย่างกุ้งเป็นหัวหน้า พวกตะขิ้นเข้าใจว่าญี่ปุ่นจะสนับสนุนการประกาศอิสรภาพของพม่าจากอังกฤษ แต่เมื่อญี่ปุ่นยึดครองพม่าได้แล้ว กลับพยายามหน่วงเหนี่ยวมิให้พม่าประกาศเอกราช และได้ส่งอองซานและพวกตะขิ่นประมาณ 30 คน เดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อรับคำแนะนำในการดำเนินการเพื่อเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษ
…..เมื่อคณะของอองซานได้เดินทางกลับพม่าใน พ.ศ. 2485 อองซานได้ก่อตั้ง องค์การสันนิบาตเสรีภาพแห่งประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ (Anti-Fascist Peoples Freedom League : AFPFL) เพื่อต่อต้านญี่ปุ่นอย่างลับ ๆ องค์การนี้ภายหลังได้กลายเป็นพรรคการเมือง ชื่อ พรรค AFPFL เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว อองซานและพรรค AFPFL ได้เจรจากับอังกฤษ โดยอังกฤษยืนยันที่จะให้พม่ามีอิสรภาพปกครองตนเองภายใต้เครือจักรภพ และมีข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำพม่าช่วยให้คำปรึกษา แต่อองซานมีอุดมการณ์ที่ต้องการเอกราชอย่างสมบูรณ์ อังกฤษได้พยายามสนันสนุนพรรคการเมืองอื่น ๆ ขึ้นแข่งอำนาจกับพรรค AFPFL ของอองซานแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงยินยอมให้พรรค AFPFL ขึ้นบริหารประเทศโดยมีอองซานเป็นหัวหน้า อองซานมีนโยบายสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และต้องการเจรจากับรัฐบาลอังกฤษโดยสันติวิธี จึงทำให้เกิดความขัดแย้งกับฝ่ายนิยมคอมมิวนิสต์ในพรรค AFPFL อองซานและคณะรัฐมนตรีอีก 6 คน จึงถูกลอบสังหาร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ขณะที่เดินออกจากที่ประชุมสภา ต่อมาตะขิ้นนุหรืออูนุได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทนและมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2490 โดยอังกฤษได้มอบเอกราชให้แก่พม่าแต่ยังรักษาสิทธิทางการทหารไว้ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 อังกฤษจึงได้มอบเอกราชให้แก่พม่าอย่างสมบูรณ์
…..ภายหลังจากพม่าได้รับเอกราชแล้วการเมืองภายในประเทศก็มีการสับสนอยู่ตลอดเวลา นายกรัฐมนตรี คือ นายอูนุถูกบีบให้ลาออก เมื่อพ.ศ. 2501 ผู้นำพม่าคนต่อมาคือนายพลเน วิน ซึ่งได้ทำการปราบจลาจลและพวกนิยมซ้ายจัดอย่างเด็ดขาด เขาได้จัดไห้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศใน พ.ศ. 2503 ทำให้นายอูนุได้กลับมาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพราะได้รับเสียงข้างมากในสภา
…..ประเทศพม่า หรือ เมียนมาร์ (Myanmar) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (Republic of the Union of Myanma) เป็นรัฐเอกราชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับอินเดีย บังกลาเทศ จีน ลาวและไทย สำหรับนักท่องเที่ยวหรือบุคคลทั่วไปที่ต้องการเดินทางไปเยือน พม่าควรมีการ เตรียมตัวก่อนการเดินทาง ดังต่อไปนี้ เกร็ดน่ารู้ ก่อนไป เที่ยวพม่า
เกร็ดน่ารู้ ก่อนไป เที่ยวพม่า
การเตรียมพร้อมด้านร่างกาย แนะนำว่าควรตรวจสุขภาพ และฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ครบถ้วน รวมถึงเตรียมยาประจำตัวมาให้เพียงพอ เพราะการสาธารณสุขของเมียนมาร์ยังไม่ทันสมัย
การเตรียมพร้อมด้านการเงิน ระบบการเงินระหว่างประเทศของเมียนมาร์ต้องผ่านระบบธนาคารของรัฐเท่านั้น และตู้เบิกเงินอัตโนมัติมีไม่แพร่หลาย