แบนเนอร์บทความ

ทัวร์คาซัคสถาน /

ดินแดนลึกลับที่นักเดินทางไม่ควรพลาด! หมู่บ้านวัฒนธรรมคาซัคสถานโบราณ

ดินแดนลึกลับที่นักเดินทางไม่ควรพลาด! หมู่บ้านวัฒนธรรมคาซัคสถานโบราณ เมื่อพูดถึง คาซัคสถาน หลายคนอาจนึกภาพ ทุ่งหญ้าสเตปป์ กว้างใหญ่ไพศาล แต่ความจริงแล้ว ดินแดนแห่งนี้ซ่อนสมบัติทางวัฒนธรรมที่มีอายุกว่า 3,000 ปี เอาไว้ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ตั้งแต่เชิงเขาเทียนชาน ไปจนถึงริมฝั่งทะเลสาบบัลคาช วันนี้ แพลนเนทฮอลิเดย์ ขอพาทุกท่านย้อนอดีตไปสัมผัสวิถีชีวิตกลุ่มหมู่บ้านชาวเร่ร่อน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่แตกต่างและลึกซึ้ง ที่ หมู่บ้านวัฒนธรรมคาซัคสถานโบราณ กันค่ะ ที่ตั้งและการเดินทาง Ethno Village The Huns ตั้งอยู่ในเขต Talgar ห่างจากเมือง อัลมาตี (Almaty) เมืองหลวงเก่าของคาซัคสถาน ไปทางตะวันออกประมาณ 53 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในหุบเขานิวสโตน (New Stone Gorge หรือ Talgar Gorge) บนเทือกเขาเทียนซาน  อันสวยงาม การเดินทางโดยรถยนต์จากใจกลางเมืองอัลมาตีใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที – 1 ชั่วโมง 30 นาที เหมาะสำหรับทริปวันเดียวที่ไม่ต้องวางแผนซับซ้อนเลย ประวัติและที่มา ชาวคาซัคสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าเร่ร่อนโบราณบนทุ่งหญ้าสเตปป์ (The Great Steppe) ได้แก่ ชาวซากา (Saka), ชาวฮันส์ (Huns) และชนเผ่าเติร์ก-มองโกล คำว่า Aul (เอาล์) ในภาษาดั้งเดิมไม่ได้หมายถึงหมู่บ้านที่เป็นตึกรามบ้านช่อง แต่หมายถึง ชุมชนเต็นท์เร่ร่อนของกลุ่มเครือญาติ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวคาซัคกว่า 90% ยังคงใช้ชีวิตแบบกึ่งเร่ร่อน เคลื่อนย้ายชุมชนตามฤดูกาลเพื่อหาทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ฤดูร้อนอยู่กลางทุ่งโล่งด้วย กระโจมเยิร์ต (Kiiz ui) ฤดูหนาวย้ายไปหลบตามหุบเขาในที่พักชั่วคราวที่เรียกว่า Kystau หลังจากคาซัคสถานประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียตในปี 1991 รัฐบาลและนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตระหนักว่าวิถีชีวิตดั้งเดิมกำลังจะสูญหาย จึงเกิดแนวคิดสร้าง "Ethno-Village" หรือ "หมู่บ้านชาติพันธุ์วรรณนา"นี้ขึ้นมา   Ethno Village The Huns ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2009 เป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมและชาติพันธุ์วรรณนา แห่งแรกของประเทศคาซัคสถาน โดยมีพันธกิจ 2 ประการ ได้แก่ ปลูกฝังความภาคภูมิใจในรากเหง้าและจิตวิญญาณนักรบให้แก่เยาวชนคาซัคยุคใหม่ เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงสัมผัสสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ   ประสบการณ์ที่รอคุณอยู่ในหมู่บ้าน 1.พิธีต้อนรับแบบดั้งเดิม (Traditional Welcome) ทันทีที่เดินทางมาถึง คุณจะได้รับการต้อนรับจาก

ทวีปแอฟริกา /

3 สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในแอฟริกาที่ต้องไปสักครั้งในชีวิต!!

เที่ยวแอฟริกา ดินแดนแห่งธรรมชาติและวัฒนธรรมสุดมหัศจรรย์ หากพูดถึง " ประเทศแอฟริกา " หลายคนอาจนึกถึงซาฟารีและสัตว์ป่าเป็นอันดับแรกใช่ไหมคะ แต่ความจริงแล้วทวีปแอฟริกายังเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกอีกมายมาย ที่มีทั้งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ วัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ และภูมิประเทศที่หาชมได้ยากจากที่อื่น บทความนี้ แพลนเนทฮอลลิเดย์ จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ 3 สถานท่องเที่ยวสุดมหัศจรรย์ของทวีปแอฟฟิกา ที่นักเดินทางทั่วโลกต่างใฝ่ฝันอยากไปสัมผัสด้วยตัวเองกันค่ะ     1.น้ำตกวิกตอเรีย (Victoria Falls) น้ำตกวิกตอเรีย (Victoria Falls) เป็นหนึ่งในน้ำตกที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดในโลก ตั้งอยู่บริเวณพรมแดนระหว่างประเทศซิมบับเวและประเทศแซมเบีย ในทวีปแอฟริกา โดยชาวพื้นเมืองเรียกน้ำตกแห่งนี้ว่า "โมซี-โออา-ตุนยา" (Mosi-oa-Tunya) ซึ่งมีความหมายว่า "ควันที่ส่งเสียงคำราม" สะท้อนถึงความอลังการของสายน้ำที่ไหลตกกระทบหน้าผาจนเกิดเสียงดังกึกก้องและละอองน้ำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า น้ำตกวิกตอเรียเกิดจากแม่น้ำแซมเบซี (Zambezi River) ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ โดยสายน้ำไหลผ่านหน้าผาหินบะซอลต์และตกลงสู่หุบเหวลึก มีความกว้างประมาณ 1.7 กิโลเมตร และมีความสูงเฉลี่ยระหว่าง 60-100 เมตร ทำให้เกิดม่านน้ำขนาดมหึมาที่สามารถมองเห็นละอองน้ำและไอน้ำได้จากระยะไกลหลายกิโลเมตร ความงดงามของน้ำตกวิกตอเรียไม่ได้มีเพียงสายน้ำอันยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสายรุ้งที่ปรากฏเหนือผืนน้ำตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็น จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวแอฟริกา รวมถึงช่างภาพจากทั่วโลก ในปี ค.ศ. 1989 น้ำตกวิกตอเรียได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO เนื่องจากมีคุณค่าทางธรรมชาติอันโดดเด่นระดับสากล ปัจจุบันน้ำตกแห่งนี้ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่ทั้งประเทศซิมบับเวและแซมเบีย กิจกรรมที่ใครมาน้ำตกวิกตอเรียก็ต้องห้ามพลาด! - ชมวิวจาก Victoria Falls National Park - ล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกบนแม่น้ำแซมเบซี - นั่งเฮลิคอปเตอร์ชมวิวมุมสูงของน้ำตก     2.ประเทศโมร็อกโก (Morocco) ประเทศโมร็อกโก หรือ ราชอาณาจักรโมร็อกโก (Kingdom of Morocco) เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวแอฟริกาเหนือ ด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างอาหรับ เบอร์เบอร์ และยุโรปได้อย่างลงตัว จึงทำให้การเที่ยวโมร็อกโกเต็มไปด้วยความแปลกใหม่และน่าประทับใจ โมร็อกโกตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีชายฝั่งติดทั้งมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของโลกที่สามารถสัมผัสบรรยากาศของทะเล ภูเขา และทะเลทรายได้ภายในประเทศเดียว ตั้งแต่เทือกเขาแอตลาสอันยิ่งใหญ่ ไปจนถึงทะเลทรายซาฮาราอันกว้างสุดสายตา นอกจากความงดงามทางธรรมชาติแล้ว โมร็อกโกยังมีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น เมืองเก่าอายุหลายร้อยปี และตลาดพื้นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสัน นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมตรอกซอกซอยของเมืองมาร์ราเกช (Marrakech) เมืองเฟซ (Fes) หรือเมืองสีฟ้าชื่อดังอย่างเชฟชาอูน (Chefchaouen) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในโลก สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานฝีมือและศิลปวัฒนธรรม การเที่ยวโมร็อกโกถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาด เพราะที่นี่เต็มไปด้วยตลาดงานคราฟต์ เครื่องหนัง พรมทอมือ เซรามิก และเครื่องเทศนานาชนิดที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชาวโมร็อกโกได้อย่างชัดเจน ไฮไลต์ท่องเที่ยวโมร็อกโกสุดฮิต! - เดินเล่นในเมืองสีฟ้า Chefchaouen - ขี่อูฐชมพระอาทิตย์ตกในทะเลทรายซาฮารา - ช้อปปิ้งในตลาดโบราณ Medina     3.เกาะมาดากัสการ์ (Madagascar) เกาะมาดากัสการ์

ทัวร์ออสเตรเลีย /

Sydney Opera House คืออะไร? ทำความรู้จักสัญลักษณ์ออสเตรเลียที่ไม่ควรพลาด

ดินแดนแห่งเสียงเพลงที่ถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกหอยยักษ์ริมอ่าวกับ Sydney Opera House! ถ้าพูดถึงอาคารที่สวยที่สุดในโลก ที่โดดเด่นไม่แพ้สิ่งมหัศจรรย์ใด ๆ บนโลกใบนี้ ต้องยกให้ ซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์ 🎭 สถานที่ท่องเที่ยวระดับตำนานแห่งเมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย ที่เต็มไปด้วยหลังคาโค้งสีขาวนวลเรียงซ้อนกันราวกับใบเรือที่กำลังแล่นออกสู่ทะเล ท่ามกลางวิวอ่าวฮาร์เบอร์สุดอลังการและแสงแดดแบบฉบับออสเตรเลีย บทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่แห่งแดนจิงโจ้ พร้อมพาไปส่องจุดเช็กอินสุดปัง มุมถ่ายรูปห้ามพลาด และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ใครได้มาเยือน Sydney Opera House แล้วต้องตกหลุมรักแน่นอน!!! 🐚 ประวัติความเป็นมาของ Sydney Opera House รู้ไหมว่า อาคารที่ดูเหมือนแค่หลังคาโค้งสีขาวริมอ่าวนี้ ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 14 ปี และงบบานปลายกว่า 14 เท่าของที่ตั้งไว้? Sydney Opera House ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวเดนมาร์ก และตั้งอยู่บริเวณปากอ่าวซิดนีย์ในฐานะศูนย์ศิลปะการแสดงอเนกประสงค์ระดับโลก นอกจากจะได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานชิ้นเอกด้านสถาปัตยกรรมแห่งศตวรรษที่ 20 และสัญลักษณ์ของออสเตรเลียแล้ว ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี พ.ศ. 2550 อีกด้วย แม้ภายนอกดูเรียบง่าย แต่เบื้องหลังคือวิศวกรรมชั้นสูง หลังคาโค้งประกอบด้วยคอนกรีตสำเร็จรูปกว่า 2,194 ชิ้น ปูทับด้วยกระเบื้องกว่า 1 ล้านแผ่นในลาย Chevron สองโทนสี ตัวอาคารตั้งบนเสาคอนกรีต 588 ต้นฝังลึกใต้ทะเล 25 เมตร และมีความสูงถึง 67 เมตร เทียบเท่าตึก 22 ชั้น สิ่งที่สร้างให้ Sydney Opera House ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่ขนาดหรือรูปทรง แต่คือความตั้งใจของคนนับพันที่ฝังเอาไว้ในทุกกระเบื้อง ทุกเสา และทุกเส้นโค้ง!!!     จุดไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด เมื่อมาเยือน Sydney Opera House 1. 🎵 โรงแสดงคอนเสิร์ต จุผู้ชมได้ถึง 2,679 ที่นั่ง และเป็นบ้านของวง Sydney Symphony Orchestra พร้อมไฮไลต์สำคัญคือไปป์ออร์แกนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีท่อมากกว่า 10,000 ท่อ 2. 🎭 โรงละครโจแอน ซัทเธอร์แลนด์ โรงละครแบบโปรซีเนียม จุผู้ชมได้ 1,507 ที่นั่ง เป็นเวทีหลักของคณะโอเปราและบัลเลต์ออสเตรเลียประจำซิดนีย์ 3. 🎬 โรงละครดราม่า พื้นที่ขนาดกลาง
line promotion2026